วันอังคารที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2556

มื้อนี้กินอะไรดีที่ จันทบุรี (มื้อเช้า)

มื้อนี้กินอะไรกันดีที่ จันทบุรี (มื้อเช้า)

หิว หิว หิว ตอนนี้ใครกำลังหิวบ้างครับ พอหิวแล้วก็ต้องกินใช่ไหมละ แล้วจะกินอะไรดีเมื่อเราอยู่ที่ จันทบุรี ซึ่งต้องขอบอกเลยนะครับว่า จันทบุรี เป็นแหล่งของเครื่องเทศชั้นดีเลยนะเพราะความอุดมสมบูรณ์ของที่นี่นั้นเองครับ บทความนี้จะมาแนะนำอาหารในมื้อต่างของวันเริ่มต้นตั้งแต่ มื้อเช้าจนไปถึงมื้อเย็นเลยครับ ว่าแล้วก็ไปดูกันเลยนะครับ

มื้อเช้า  มีร้านกาแฟและปาท่องโก๋หลายร้าน ไม่ว่าจะเป็นย่านริม ถ.ท่าแฉลบ ใกล้วัดใหม่เมืองจันท์ หรือที่ตลาดเช้าหน้าวัดสวนมะม่วง บน ถ.เบญจมราชูทิศ ใกล้ที่ทำการไปรษณีย์จันทบุรี ขนมที่กินกับกาแฟมีทั้งขนมรังผึ้งและปาท่องโก๋จิ้มน้ำจิ้ม ซึ่งมีส่วนผสมของน้ำส้ม กระเทียม และน้ำตาล  รสเปรี้ยวๆหวานๆ หรือจะลองชิมข้าวเกรียบอ่อนชนิดหวานสอดไส้มะพร้าวคลุกงาคั่วที่ขายอยู่หน้า ธนาคารกสิกรไทยก็ไม่เลว


    ด้านหลังโบสถ์คาทอลิกมีตลาดเล็กๆซึ่งเป็นย่านชาวญวนนอกจากมีโจ๊กและกาแฟขายแล้ว ยังมีข้าวต้มมัดไต้แบบญวนให้ลองชิมด้วย ลักษณะคล้ายข้าวต้มมัด แต่ใส่ไส้ถั่วทองผัดกระเทียมพริกไทย รสออกเค็มๆเผ็ดๆ บริเวณด้านข้างโบสถ์มีร้านขายข้าวเกรียบอ่อนเจ้าเก่า ชาวบ้านเรียกว่าก๋วยเตี๋ยวอ่อน กินรองท้องตอนเช้าอิ่มอร่อยกำลังดี


    ส่วนโจ๊กต้มเลือดหมูมีขายอยู่หลายแห่งบริเวณตลาดน้ำพุ ตลาดโบว์ลิ่ง และหัวมุมถนนทั่วไป แต่ร้านชื่อดังคือ ร้านโจ๊กกวางเจา เป็นรถเข็นอยู่ริมถนนอัมพวา ขายตั้งแต่ 6 โมงเช้าไปถึงสายๆโจ๊กเจ้านี้ข้าวนุ่ม หมูสับหอมกลิ่นพริกไทยเมืองจันท์ น้ำซุปเข้มข้นกลมกล่อม


    คนเมืองจันท์นิยมกินข้าวแกงเป็นอาหารเช้า ร้านข้าวแกงส่วนใหญ่จึงเริ่มขายกันตั้งแต่ตี 5 อย่างร้านข้าวแกงเจ๊น้อง ริม ถ.ท่าแฉลบ เยื้องกับวัดใหม่เมืองจันท์ มีกับข้าวให้เลือกมากกว่า 50 อย่าง ทั้งแกงหมูชะมวง ผัดเผ็ดปลาดุกใส่กระชาย แกงยอดสับปะรดอ่อน ใครอยากชิมอาหารพื้นเมือง มาร้านนี้รับรองไม่ผิดหวัง แต่ต้องรีบไปสักหน่อย เพราะกับข้าวจะหมดตั้งแต่ก่อนเที่ยง


    อีกร้านคือ ร้านข้าวแกงป้าสำเนียง อยู่บน ถ.ท่าหลวง เชิงสะพานดำรงรัตน์ ร้านนี้เป็นร้านเก่าแก่กว่าร้อยปีแล้ว ไม่มีป้ายชื่อร้าน แต่คนแถวนั้นรู้จักกันดี มีกับข้าวขายวันละประมาณ 10 อย่าง เช่น แกงเขียวหวานเนื้อ ไก่ หมู แกงป่า ผัดเปรี้ยวหวาน ต้มข่าไก่ ต้มไชโป้ว เป็นต้น รสชาติอ่อย ราคามิตรภาพ เปิดตั้งแต่ 7 โมงเช้าถึงเที่ยงคืน


เป็นยังไงกันบ้างครับสำหรับ อาหารมื้อเช้า เรียกได้ว่ามา จันทบุรี ทั้งทีก็ต้องกินอาหารที่ขึ้นชื่อ ร้านดังในจังหวัด นี่ยังไม่หมดนะครับแค่มื้อเช้าก็ยังน่าลิ้มลองขนาดนี้ยังมีมื้อกลางวันและเย็นอีกคอยติดตามนะครับ

วันอังคารที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เลือกซื้อเลือกชมอัญมณีล้ำค่าที่ศูนย์ส่งเสริมอัญมณีและเครื่องประดับจันทบุรี



เลือกซื้อเลือกชมอัญมณีล้ำค่าที่ศูนย์ส่งเสริมอัญมณีและเครื่องประดับจันทบุรี


จันทบุรีขึ้นชื่ออยู่แล้วเป็นเมืองแห่งอัญมณีไม่แปลกที่จะมีอัญมณีสวยๆอยู่มากมาย แหล่งที่ซื้อขายที่เป็นที่รู้จักก็คือตลาดพลอย แต่วันนี้ในจันทบุรียังมีอีกแห่งหนึ่งที่ได้รวบรวมอัญมณีสวยๆไว้ให้เลือกซื้อเลือกชมมากมายที่ ศูนย์ส่งเสริมอัญมณีและเครื่องประดับจันทบุรี และที่นี่ยังเป็นเป็นศูนย์แสดงและส่งเสริมอัญมณีและเครื่องประดับถาวรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และในเอเชีย



ศูนย์ส่งเสริมอัญมณีและเครื่องประดับจันทบุรี ภายในยังเป็นแหล่งเรียนรู้ชั้นดีสำหรับเพื่อนๆที่อยากจะรู้เรื่องราวที่เกี่ยวกับอัญมณี ตลอดจนกระบวนการผลิตอัญมณีในขั้นตอนต่างๆ ที่จัดไว้ในลักษณะของนิทรรศการอีกด้วย มีพื้นที่กว่า 5000 ตารางเมตร บนเนื้อที่ 8 ไร่ บริเวณโดยรอบนั้นยังมีสวนพันธุ์ไม้ตางๆที่ประดับไว้อย่างสวยงามสะดุดตา ยังเป็นที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวที่สนใจเลือกซื้อเลือกชม พลอยหรืออัญมณีแบบอื่น และยังมีการจัดฉายวีดีทัศน์ 3D ที่ทันสมัยที่สุด เพื่อบอกเล่าเรื่องราวการทำพลอย การขุดพลอย การเผา และการเจียระไน เพื่อนที่สนใจก็เชิญมาเที่ยวชมกันได้ครับ


ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น



สถานที่ตั้งของศูนย์ส่งเสริมอัญมณีและเครื่องประดับจันทบุรี

ถ.มหาราช ต.ตลาด อ.เมือง จ.จันทบุรี
โทร 039 303 118
เวลาทำการ 09.00 น. - 17.00 น. ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ


วันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ชมผีเสื้อ เดินป่า ที่ น้ำตกเขาสอยดาว จันทบุรี

ชมผีเสื้อ เดินป่า ที่ น้ำตกเขาสอยดาว จันทบุรี


นักท่องเที่ยวหลายๆคนที่ได้มาเที่ยวจันทบุรีนั้นแล่งท่องเที่ยวที่นิยมไปกันก็คือ น้ำตก หรือไม่ก็ ทะเล ซะเป็นส่วนใหญ่ถ้าพูดถึงน้ำตกแล้วคงจะหนีไม่พ้นน้ำตกอันเลื่องชื่อของจันทบุรีอันได้แก่ น้ำตกพริ้ว คลองนารายณ์ น้ำตกกระทิง น้ำตกที่กล่าวถึงนี้เป็นน้ำตกที่อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองมากนักจึงเป็นที่นิยม แต่ถ้าออกมาจากตัวเมืองมาทางสระแก้วประมาณ 80 กิโลลเมตร ก็จะเจอกับน้ำถึงที่สวยงามไม่แพ้กันนั้นก็คือ "น้ำตกเขาสอยดาว"



น้ำตกเขาสอยดาว ตั้งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ 16 ชั้น  นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะมาเล่นน้ำพักผ่อนปิกนิกกันในบริเวณชั้นต้นๆไม่เกินชั้นที่ 5
ชั้นที่ 5  ขึ้นไปจนถึงชั้นที่ 10 จะเป็นชั้นที่สวยงาม  แต่การเดินทางขึ้นไปค่อนข้างยากลำบาก  โดยเฉพาะในหน้าฝนทางจะลื่น  และมีเพียงบางชั้นเท่านั้นที่มีแอ่งน้ำให้ลงเล่น  ทั้งยังต้องใช้เวลาเดินถึง 7 ชม.  จึงเหมาะสำหรับผู้ชื่นชอบการผจญภัย
น้ำตกชั้นที่ 6  มีชื่อว่าผานางลื่น  นักท่องเที่ยวบางคนเรียกว่าชั้นสไลด์เดอร์  เพราะมีลานหินที่ลื่นมาก  ผู้ที่ชอบความท้าทายจะปล่อยตัวให้ลื่นมาตามลานหินกลางน้ำตกที่สูงประมาณ 7 ม. ลงมายังแอ่งน้ำเบื้องล่าง  ซึ่งอันตรายมาก  เพราะหากลื่นผิดจังหวะอาจพุ่งเลยแอ่งไปยังข้างล่างได้  นักท่องเที่ยวควรระมัดระวัง

บริเวณรอบน้ำตกแวดล้อมด้วยป่าดงดิบชื้นที่อุดมสมบูรณ์  และมีสิ่งน่าสนใจมากมายโดยเฉพาะป่ากระวานซึ่งมีผลกระวานซึ่งมีผลกระวานที่ดีที่สุดในโลก  และเป็นแหล่งดูนกดูผีเสื้อที่ดีที่สุดในแถบผืนป่าตะวันออกอีกด้วย
    เส้นทางเดนสู่ตัวน้ำตกเป็นจุดที่เหมาะสำหรับดูนกดูผีเสื้อ  ทั้งแวดล้อมไปด้วยต้นไม้ยักษ์และพันธุ์ไม้หลากหลายชนิด  เฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวจะมีโอกาสได้เห็นดอกโสกเขาราชินีแห่งป่าเขาสอยดาวซึ่งบานสะพรั่งทั่วราวป่าในช่วงฤดูหนาว
    ทางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ มีเรือนพักสองหลังบริการแก่นักท่องเที่ยว  นอกจากนี้ยังมีห้องบรรยายและฉายสไลด์  รวมทั้งมีวิทยากรบรรยายเกี่ยวกับสภาพทั่วไปของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ เพื่อให้การท่องเที่ยวเป็นไปอย่างเหมาะสม

สิ่งที่มาแล้วไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่งที่ น้ำตกเขาสอยดาว


-    ต้นไม้ยักษ์  หรือต้นพระเจ้าห้าพระองค์  อยู่ทางขวามือ  ห่างจากน้ำตกชั้นแรกไปประมาณ  200 ม. เป็นไม้ยืนต้นในป่าดงดิบชื้น  ลำต้นใหญ่ขนาด 20 คนโอบ โดยเฉพาะพูพอนหรือรากขนาดใหญ่ของไม้ต้นนี้จะโผล่พ้นผิวดินขึ้นมาถึง 5 ม. ทั้งแตดแขนงเป็นซอกหลืบจนดูคล้ายโพรงถ้ำ
-    ดอกโสกเขา  เป็นแหล่งน้ำหวานของผีเสื้อและแมลงต่างๆถือกันว่าเป็นราชินีแห่งป่าเขาสอยดาว  ช่วงเดือนธันวาคม – เดือนเมษายน  จะผลิช่อดอกสีส้มแดงบานไปทั้งแนวป่า  ต้นโสกเขาเป็นไม้ยืนต้น ลำต้นสูงเต็มที่ถึง 10 ม. มีใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับใบย่อยสามถึงเจ็ดคู่  ใบเป็นรูปไข่หรือใบหอก กว้าง 2-8 ซม. ยาว 8-10 ซม. รากมีสรรพคุณทางยา ใช้ต้มน้ำดื่มแก้พิษเบื่อเมา
-    ดูนกและผีเสื้อ  ระหว่างทางสู่น้ำตกเป็นจุดดูนกดูผีเสื้อที่ดีที่สุด  บริเวณไหล่เขามีโอกาสพบนกขุนแผนหัวแดง  นกขุนแผนอกส้ม  นกพญาปากกว้างลายเหลือง  นกเฉพาะถิ่นอย่างไก่ฟ้าหลังขาวจันทบูร  นกสาลิกาเขียวหางสั้น  นกกระทาจันทบูร  และนกหายากอื่น ๆรวมทั้งผีเสื้ออีกนับ 10 ชนิด เช่น ผีเสื้อนิโกรซ  ผีเสื้อหางติ่งนางละเวง  ผีเสื้อหางติ่งชะอ้อน เป็นต้น ช่วงเดือนธันวาคม-เดือนเมษายน  เป็นช่วงที่มีผีเสื้อมากที่สุด เหมาะแก่การไปเที่ยวดูผีเสื้อ
-    ป่ากระวาน  จากน้ำตกชั้นที่ 16 จะมีเส้นทางเดินแยกต่อไปประมาณ 1-2 ชม. ไปยังป่ากระวาน  ซึ่งเป็นป่ากระวานที่ดีที่สุดในโลก  ชาวบ้านมักจะเข้ามาหาของป่า  โดยเฉพาะกระวาน กฤษณา หรือไม้หอม ในบริเวณนี้เสมอ ปัจจุบันทางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาวอนุญาตให้ชาวบ้านขึ้นไปเก็บกระวานและจัดการดูแลต้นกระวานได้โดยเรียกเป็นสวนกระวาน  นักท่องเที่ยวที่ต้องการเที่ยวชม  ควรติดต่อเจ้าหน้าที่นำทาง
-    เส้นทางศึกษาธรรมชาติ การเดินทาง  จากด่านทางเข้าที่ทำการเขตฯ ไปอีกประมาณ 30 ม.  พบเส้นทางอยู่ทางซ้ายมือด้านหลังอาคารที่ทำการ
บริเวณนี้เป็นพื้นที่เปิดสำหรับผู้สนใจศึกษาธรรมชาติ มีเส้นทางเดินระยะทาง 2.5 กม. สองข้างทางเป็นป่าดงดิบชื้น สภาพทางไม่สูงชันมาก ระหว่างทางมีจุดที่น่าสนใจต่างๆ เช่น ต้นไทรยักษ์ขนาดกว่า 10 คนโอบที่แผ่รากออกมาคล้ายถ้ำย่อม ๆคร่อมลำธาร รายรอบเส้นทางเดินมีพันธุ์ไม้หลากหลายชนิด  เช่น เร่ว กระวาน กะทือ ต้นยาง และต้นมะหาด ตะเคียนหิน ตะเคียนทอง ซึ่งแต่ละต้นมีขนาดใหญ่
หากมาเที่ยวช่วงเดือนธันวาคม – เดือนเมษายน  จะพบดอกโสกเขาชูช่อสีส้มแดงให้เห็นตลอดทาง  ขณะที่รอบบริเวณก็อบอวลด้วยกลิ่นดอกมะลิป่า จำปีป่า และจำปูน และยังมีโอกาสได้เห็นนกเฉพาะถิ่น รวมทั้งผีเสื้อที่มีอยู่มากมายหลายชนิดด้วย เช่น ไก่ฟ้าหลังขาวจันทบูร  และในช่วงฤดูหนาวที่ต้นโสกเขาออกดอก  อาจได้พบนกปลีกล้วย  นกกาฝาก  รวมทั้งนกหายากอย่างนกขมิ้นขาว



ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น

การเดินทางไป น้ำตกเขาสอยดาว


จาก อ.โป่งน้ำร้อนใช้ทางหลวงหมายเลข 317 ไปทาง อ.สอยดาว  เมื่อถึงตัวอำเภอจะพบ รร.สอยดาววิทยาทางซ้ายมือ  ข้างโรงเรียนมีทางแยก  ให้เลี้ยวเข้าไปประมาณ 3 กม. ถึงที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว  ผ่านที่ทำการไปอีก 300 ม.  ถึงสถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าทรายขาวน้ำตกอยู่ห่างจากสถานีฯ  ไปอีกประมาณ 2 กม.  โดยต้องเดินต่อประมาณ 500 ม.  จึงจะถึงน้ำตกชั้นแรก

วันเสาร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

1 ในบ่อน้ำศักดิ์ของจันทบุรี "สระแก้ว"

1 ในบ่อน้ำศักดิ์ของจันทบุรี "สระแก้ว"


"สระแก้ว"เป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์อีกแห่งหนึ่งของจันทบุรี น้ำในบ่อของที่นี่จะถูกนำไปรวมกับน้ำในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์จากถ้ำพระนารายณ์และบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์วัดพลับ นำไปทำพีธีปลุกเสกพระพุทธมนต์เพื่อที่จะนำไปใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรี สระแก่าเป็นบ่อน้ำเก่าแก่ มีขนาดกว้าง 6 เมตร ยาว 7 เมตร ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าได้สร้างบ่อน้ำแห่งนี้ขึ้นเมื่อสมัยใด น้ำในบ่อแห่งนี้ถูกนำไปใช้ในพระราชพิธีในพระบรมราชวงศ์จักรี ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา

ตำนานของบ่อน้ำศักดิ์ของ จันทบุรี "สระแก้ว"


"สระแก้ว" เป็นชื่อหมู่บ้านขึ้นอยู่กับตำบลเขาพลอยแหวน อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี มีวัดประจำหมู่บ้าน เรียกวัดสระแก้ว มีประวัติเล่าขานกันมาดังนี้

ณ ที่นี้มีภูเขาเตี้ย ๆ ลูกหนึ่ง บนยอดเขามีสระน้ำ ลักษณะเป็นน้ำเขาใสสะอาดเย็นชื่นใจ และมีตายายสองคนผัวเมียคู่หนึ่งปลูกบ้านเรือนอาศัยอยู่ตีนเขา เป็นคนยากจนเข็ญใจอาศัยเก็บผักฟืนขายหรือแลกเปลี่ยนข้าวปลาอาหารจากชาวบ้าน บางครั้งก็ล่าสัตว์เล็ก ๆ มากินเป็นอาหาร และตายายสองคนนี้เป็นโรคเรื้อน ตามร่างกายเป็นแผลพุพองที่ไม่รู้จักหาย มีน้ำเหลืองไหลเยิ้มอยู่ตลอดเวลา โรคนี้ในสมัยโบราณถ้าใครเป็นแล้วรักษาไม่หาย เพราะการแพทย์ไม่เจริญ ถ้าเป็นนานอาการเข้าขั้นรุนแรงอาจทำให้ตาบอด มือกุด เท้ากุดได้

อยู่มาวันหนึ่ง ตาล่ากระต่ายติดตามรอยเลือดไปจนถึงยอดเขาพบว่ากระต่ายกระโดดลงไปในสระน้ำดังกล่าวนั้น เมื่อกระต่ายขึ้นจากสระ บาดแผลก็หายและสามารถวิ่งหนีไปได้อย่างรวดเร็วเหมือนไม่เคยถูกยิงบาดเจ็บมาก่อน ตาเห็นแปลกจึงลงไปแช่น้ำในสระเมื่อขึ้นมาจากสระความอัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้นคือแผลพุพองต่าง ๆ ก็หายไปสิ้นน้ำเหลืองที่เคยไหลเยิ้มก็แห้งสนิทจึงมาบอกยายด้วยความดีใจ และเมื่อพายายไปอาบน้ำในสระ แผลพุพองของยายก็หายเช่นเดียวกัน มิช้ามินานข่าวนี้ก็กระจายไปอย่างรวดเร็วราวกับพายุรู้ถึงหูเจ้าบ้านผ่านเมืองก็พากันมาดูชม และพิสูจน์เห็นประจักษ์แจ้งแล้ววเจ้าเมืองก็รายงานไปยังส่วนกลาง คือเมืองหลวงให้ทราบว่าได้พบสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ขึ้นอีกแห่งแล้วภายหลังเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเข้าใจว่าเป็นพราหมณ์ประจำราชสำนัก กำหนดให้น้ำสระแก้วแห่งนี้ไปรวมกับน้ำศักดิ์สิทธ์จากแหล่งอื่น ๆ ทั่งราชอาณาจักร สำหรับทำเป็นน้ำเทพมนต์ใช้ในพิธีมุรธาภิเษกหรือพิธีอื่นๆ ที่เกี่ยวกับน้ำเช่นน้ำที่ทำพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา เป็นต้น


ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น
สำหรับความเป็นมาของชื่อบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้บางคำบอกเล่าก็ว่า น้ำในบ่อแห้งนี้ไม่มีวันที่จะแห้งและน้ำยังใสราวกับแก้ว และบางคำบางเล่าก็ว่าในบ่อน่ำแห่งนี้เคยมีแก้วรัตนชาติอยู่แต่ในปัจจุบันนี้ได้หายไปแล้ว

วันศุกร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ประวัติศาสตร์อันยาวนานแห่ง วัดตะปอนใหญ่ จันทบุรี

ประวัติศาสตร์อันยาวนานแห่ง วัดตะปอนใหญ่ จันทบุรี


จันทบุรีจะว่าไปแล้วก็จังหวัดที่มีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทยเลย และก็ในจันทบุรีนั้นก็มีสถานที่ ที่มีประวัติของเขาของหนึ่งมนนั้นคือ "วัดตะปอนใหญ่" ซึ่งเป็นวัดโบราณเก่าแก่สร้างเมื่อสมัยอยุธยาตอนปลาย เมื่อปี พ.ศ.2290 ชื่อเดิมของวัดแห่งนี้คือ วัดโพธิธาราม เพราะว่าในวัดมีต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ปกคลุมเจดีย์เก่าอยู่ขึ้นบริเวณริมคลองตะปอนใหญ่



ภายหลังก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็น วัดตะปอนใหญ่ ตามชื่อของหมู่บ้านจนถึงปัจจุบัน ในอดีตแล้ววัดตะปอนใหญ่นี้ได้ตั้งอยู่ในเส้นทางของขบวนเกวียนของพ่อค้าขึ้น ล่อง ค้าขายเป็นประจำ สำหรับช่อวัดที่มีคำว่า ตะปอน นั้นมาจาก ตะโพง ความหมายของคำนี้คือเป็นลักษณะของการวิ่งโขยกของเกวียนเป็นถนนที่ทางเป็นหลุมเป็นบ่อ

ดู วัดตะปอนใหญ่ ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

สิ่งที่หน้าสนใจภายใน วัดตะปอนใหญ่ จันทบุรี


ภายในวัดมีสิ่งที่น่าสนใจหลายอย่าง ได้แก่ พระอุโบสถ(หลังเก่า) ว่ากันว่าอุโบสถหลังนี้ได้สรางขึ้นเมื่อ พ.ศ.2355 สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นและหลวงพ่อเพชร อินฺทปัญโญ ทำการบูรณะครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ.2455 ลักษณในปัจจุบันเป็นพระอุโบสถ ก่ออิฐถือปูนทรงโรง หลังคาเครื่องไม้มุง ภายในประดิษฐานพระพุทธเมตตา (หลวงพ่อสัมฤทธิ์ผล) พระพุทธรูปปูนปั้นลงรักปิดทอง ทรงประทับนั่งในอิริยาบถแบบวีราสนะแสดงภูมิปรรศมุทรา มีการขึ้นทะเบียนโบราณวัตถุในวัดตะปอนใหญ่ 3 รายการคือ ตู้พระธรรมไม้ศิลปะรัตนโกสินทร์ หีบพระธรรมไม้ศิลปะรัตนโกสินทร์ และธรรมาสน์ไม้ลงรักปิดทองศิลปะรัตนโกสินทร์ เพื่อนคนไหนอยากศึกษาประวัติศาสตร์ก็มาเยี่ยมชมกันได้ครับ