แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สถานที่ท่องเที่ยวในจันทบุรี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สถานที่ท่องเที่ยวในจันทบุรี แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2556

กำหนดการงานนมัสการรอยพระพุทธบาท ณ เขาคิชฌกูฏ 2557 จันทบุรี

กำหนดการงานนมัสการรอยพระพุทธบาท ณ เขาคิชฌกูฏ 2557 จันทบุรี

อาจจะเรียกว่างานนี้เป็นงานประจำปีของจันทบุรีไปแล้วก็ได้ครับ สำหรับงานนมัสการรอยพระพุทธบาท หรือที่หลายๆคนเรียกว่าขึ้นเขาพระบาท สำหรับกำหนดการของปี 2557 นี้มีดังนี้ครับ 
 
- พิธีบวงศรวงเปิดป่า วันที่ 29 มกราคม 2557 โดยภายในงานมีการจัดบวงสรวงเทวดาอารักษ์ พิธีปิดทองรอยพระพุทธบาท

- เปิดให้ขึ้นนมัสการ ในวันที่ 31 มกราคม - วันที่ 1 เมษายน 2557 ณ บริเวณยอดเขาคิชฌกูฏ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ วัดกระทิง โทรศัพท์ 0-3945-2056

- บวชชีพราหมณ์ ในวันที่ 17 มกราคม - วันที่ 21 มกราคม 2557


สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่าที่นี่มีประวัติความเป็นมายังไง ทำไมใครๆเขาถึงมาที่นี่กันวันนี้ผมจะมาเล่าประวัติของ เขาคิชฌกูฏ @ จันทบุรี ให้ได้รู้กันนะครับ

เขา พระบาทพลวง หรือ เขาคิชฌกูฏ นั้นมีความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,085 เมตร จากระดับน้ำทะเล แวดล้อมไปด้วยป่าดงดิบ จากยอดเขาสามารถมองเห็นวิวสวยงามของจังหวัดจันทบุรีและสามารถมองเห็นไกลไปจน ถึงอ่าวไทยเลยทีเดียว บริเวณยอดเขานั้นมีรอยพระพุทบาทขนาดเล็กและขนาดใหญ่ลึกลงไปในลานหิน เป็นที่ศรัทธาของชาวจันทบุรีและ จังหวัดใกล้เคียง นอกจากนั้นยังมีก้อนหินขนาดใหญ่รูปร่างแปลกตา และมีตำนานเกี่ยวกับหินก้อนนี้มากมายเลยครับ เช่น หินบาทคว่ำ ศิลาเจดีย์ ถ้ำฤาษี ลานแข่งรถพระอินท์ หินรูปเต่า และอีกหลายตำนานเลยละครับ ในช่วง เดือน ก.พ.-มี.ค.ของทุกปีจะมีผู้คนเข้ามาที่จังหวัดจันทบุรีเป็นจำนวนมากเพื่อที่ จะมาขึ้นไปนมัสการรอยพระพุทธบาทบนยอดเขา จำนวนผู้คนที่มาเยอะมากครับ แต่ เขานิยมจะมาขึ้นไปบนยอดเขากันในช่วงหัวค่ำพระอากาศจะไม่ร้อนครับ

มาดูตำนานรอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฎกันครับ


ตำนาน รอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฎมีอยู่ว่า นายติ่งและคณะได้ขึ้นบนเขาเพื่อไปหาไม้กฤษณามาขาย และได้ไปพักเหนื่อยบนลานหินกว้าง ระหว่างนั้นเพื่อนของนายติ่งคนหนึ่ง ได้ถอนหญ้าเพื่อนอนพักก็พบแหวนใหญ่ขนาดสวมหัวแม่เท้าได้ เเละเมื่อช่วยกันตรวจดูก็พบหินแผ่นหนึ่ง มีพื้นที่เป็นรอยรูปก้นหอย ต่อมานายติ่งและเพื่อนได้นำบุตรชายไปอุปสมบทที่วัดพลับ รุ่งขึ้นก็มีงานปิดรอยพระพุทธบาทจำลอง นายติ่งซื้อทองไปปิดแล้วจึงพูดว่าแถวบ้านตนก็มีรอยแบบนี้เช่นเดียวกัน พอดีมีพระได้ยินเข้าจึงไปเรียนให้เจ้าอาวาสวัดรับทราบ เจ้าอาวาสจึงเรียกนายติ่งเข้าไปสอบถาม พร้อมกับส่งคณะขึ้นไปพิสูจน์ดู ก็พบว่าเป็นความจริง และเมื่อตรวจดูบริเวณรอบ ๆ ก็พบกับสิ่งประหลาดมหัศจรรย์อีกหลายอย่าง รอยพระพุทธบาทนั้นท่านทรงเหยียบจารึกไว้ที่ศิลาแผ่นใหญ่ บรรจุคนนั่งได้ร้อยกว่าคน บนยอดเขาสูงสุด กว้าง 1 เมตร ยาว 2 เมตร

ทาง ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของรอยพระพุทธบาทมีหินกลมก้อนหนึ่งใหญ่มาก เรียกว่า หินลูกพระบาท ตั้งขึ้นมาอย่างน่าแปลกประหลาดมหัศจรรย์ มองดูคล้ายลอยอยู่เฉย ๆ มีคนกล่าวว่าเขาเคยเอาด้ายสายสิญจน์คล้องแล้วหลุดออกมาได้ และยังมีหินอีกลูกอยู่ตรงข้ามกับหินลูกพระบาทนี้ ก็มีรอยพระหัตถ์ไปรับหินก้อนนี้ จากรอยพระพุทธบาทกับรอยพระหัตถ์นั้น ห่างกันประมาณ 5 เมตร และยิ่งแปลกไปกว่านั้น ในก้อนหินตรงกันข้ามกับรอยพระหัตถ์ ยังมีรูปรอยเท้าใหญ่ ซึ่งเรียกกันว่ารอยเท้าพญามาร เพียงแหงนหน้าขึ้นไปจะมองเห็นได้ทันที สูงประมาณ 15 เมตร

          ต่อจากนั้นไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ห่างจากหินลูกนี้ไปเพียง 15 วา มีหินลูกข้างบนเป็นลานและมองเห็นรอยรถหรือรอยเกวียน เมื่อยืนบนหินลูกนั้นมองลงไปทางทิศเหนือจะเห็นถ้ำเต่า หันไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของรอยพระพุทธบาทจะเห็นถ้ำช้าง และถ้ามองจากรอยพระพุทธบาทขึ้นไป จะเห็นหินก้อนหนึ่งมีรูปลักษณะคล้ายช้างจริง เลยจากช้างไปสูงสุดนั้นเรียกกันว่าห้างฝรั่ง เพราะฝรั่งได้ขึ้นไปตั้งห้างส่องกล้องเพื่อทำแผนที่ มองไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ยังมีถ้ำอีกถ้ำหนึ่งเรียกว่าถ้ำสำเภา เพราะมีหินก้อนหนึ่งข้างบนถ้ำมีลักษณะคล้าย ๆ เรือสำเภา และยังมีอีกถ้ำหนึ่งใต้พระบาทนี้เรียกว่าถ้ำตาฤาษี

พระ บาทพลวง หรือ พระพุทธบาทพลวง ประดิษฐานอยู่บน เขาคิชฌกูฎ โดย พระบาทพลวง นี้ เป็นรอยพระพุทธบาทขนาดใหญ่ กว้าง 1 เมตร ยาว 2 เมตร อยู่บนยอดเขาสูงจากระดับน้ำทะเล 1,000 เมตร ที่จังหวัดจันทบุรี และถือว่าเป็นรอยพระพุทธบาทที่สูงที่สุดของประเทศไทย และอยู่ห่างจากตัวเมืองจันทบุรีประมาณ 40 กิโลเมตร

ซึ่งในช่วงเทศกาลนมัสการรอยพระพุทธบาทพลวง พุทธศาสนิกชนที่มีศรัทธาจะเดินทางขึ้นเขาไปแสวงบุญเป็นจำนวนมาก เพราะนอกจากจะได้นมัสการพระพุทธบาทศักดิ์สิทธิ์แล้ว ยังจะได้ชมความงดงามแปลกอัศจรรย์ของหินลูกพระบาท ก้อนหินกลมใหญ่ริมหน้าผา และได้รับความสดชื่นจากบรรยากาศบนยอดเขาคิชฌกูฏ นอกจากนี้ ผู้ที่ถึงวัดพลวงตอนเย็น สามารถพักค้างคืนเพื่อเริ่มขึ้นยอดเขาในตอนเช้าได้ โดยทางวัดมีที่พัก และที่อาบน้ำไว้รองรับคนได้จำนวนมาก

สำหรับการเดินทางนั้นก็ง่ายแสนง่าย หากมาตามถนนสุขุมวิท ถึงทางแยกเข้าตัวเมืองจันทบุรี (สี่แยกเขาไร่ยา) ให้เลี้ยวลงถนนทางน้ำตกกระทิง หรือถนนบำราศนราดูร จากทางแยกเขาไร่ยา ไปถึงน้ำตกกระทิงประมาณ 20 กิโลเมตร เลยวัดระทิงไป 400 เมตร ถึงแยกขวามือไปวัดพลวง เป็นถนนลูกรังระยะทาง 3 กิโลเมตร เมื่อถึงวัดพลวง จะเป็นจุดเริ่มต้นขึ้นไปยังยอดเขา มีรถรับจ้างทดเฟืองพิเศษรับไปส่งถึงจุดที่ใกล้ที่สุด และเดินเท้าต่ออีกประมาณ 40 นาที

สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อุทยานแห่งชาติเขาคิดชฌกูฎโทรศัพท์ 0-3945-2075, กิ่งอำเภอเขาคิดชฌกูฎ จันทบุรี โทรศัพท์ 0-3945-2437 หรือ องค์การบริหารส่วนตำบลพลวง โทรศัพท์ 0-3930-9281

วันอังคารที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เลือกซื้อเลือกชมอัญมณีล้ำค่าที่ศูนย์ส่งเสริมอัญมณีและเครื่องประดับจันทบุรี



เลือกซื้อเลือกชมอัญมณีล้ำค่าที่ศูนย์ส่งเสริมอัญมณีและเครื่องประดับจันทบุรี


จันทบุรีขึ้นชื่ออยู่แล้วเป็นเมืองแห่งอัญมณีไม่แปลกที่จะมีอัญมณีสวยๆอยู่มากมาย แหล่งที่ซื้อขายที่เป็นที่รู้จักก็คือตลาดพลอย แต่วันนี้ในจันทบุรียังมีอีกแห่งหนึ่งที่ได้รวบรวมอัญมณีสวยๆไว้ให้เลือกซื้อเลือกชมมากมายที่ ศูนย์ส่งเสริมอัญมณีและเครื่องประดับจันทบุรี และที่นี่ยังเป็นเป็นศูนย์แสดงและส่งเสริมอัญมณีและเครื่องประดับถาวรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และในเอเชีย



ศูนย์ส่งเสริมอัญมณีและเครื่องประดับจันทบุรี ภายในยังเป็นแหล่งเรียนรู้ชั้นดีสำหรับเพื่อนๆที่อยากจะรู้เรื่องราวที่เกี่ยวกับอัญมณี ตลอดจนกระบวนการผลิตอัญมณีในขั้นตอนต่างๆ ที่จัดไว้ในลักษณะของนิทรรศการอีกด้วย มีพื้นที่กว่า 5000 ตารางเมตร บนเนื้อที่ 8 ไร่ บริเวณโดยรอบนั้นยังมีสวนพันธุ์ไม้ตางๆที่ประดับไว้อย่างสวยงามสะดุดตา ยังเป็นที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวที่สนใจเลือกซื้อเลือกชม พลอยหรืออัญมณีแบบอื่น และยังมีการจัดฉายวีดีทัศน์ 3D ที่ทันสมัยที่สุด เพื่อบอกเล่าเรื่องราวการทำพลอย การขุดพลอย การเผา และการเจียระไน เพื่อนที่สนใจก็เชิญมาเที่ยวชมกันได้ครับ


ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น



สถานที่ตั้งของศูนย์ส่งเสริมอัญมณีและเครื่องประดับจันทบุรี

ถ.มหาราช ต.ตลาด อ.เมือง จ.จันทบุรี
โทร 039 303 118
เวลาทำการ 09.00 น. - 17.00 น. ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ


วันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ชมผีเสื้อ เดินป่า ที่ น้ำตกเขาสอยดาว จันทบุรี

ชมผีเสื้อ เดินป่า ที่ น้ำตกเขาสอยดาว จันทบุรี


นักท่องเที่ยวหลายๆคนที่ได้มาเที่ยวจันทบุรีนั้นแล่งท่องเที่ยวที่นิยมไปกันก็คือ น้ำตก หรือไม่ก็ ทะเล ซะเป็นส่วนใหญ่ถ้าพูดถึงน้ำตกแล้วคงจะหนีไม่พ้นน้ำตกอันเลื่องชื่อของจันทบุรีอันได้แก่ น้ำตกพริ้ว คลองนารายณ์ น้ำตกกระทิง น้ำตกที่กล่าวถึงนี้เป็นน้ำตกที่อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองมากนักจึงเป็นที่นิยม แต่ถ้าออกมาจากตัวเมืองมาทางสระแก้วประมาณ 80 กิโลลเมตร ก็จะเจอกับน้ำถึงที่สวยงามไม่แพ้กันนั้นก็คือ "น้ำตกเขาสอยดาว"



น้ำตกเขาสอยดาว ตั้งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ 16 ชั้น  นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะมาเล่นน้ำพักผ่อนปิกนิกกันในบริเวณชั้นต้นๆไม่เกินชั้นที่ 5
ชั้นที่ 5  ขึ้นไปจนถึงชั้นที่ 10 จะเป็นชั้นที่สวยงาม  แต่การเดินทางขึ้นไปค่อนข้างยากลำบาก  โดยเฉพาะในหน้าฝนทางจะลื่น  และมีเพียงบางชั้นเท่านั้นที่มีแอ่งน้ำให้ลงเล่น  ทั้งยังต้องใช้เวลาเดินถึง 7 ชม.  จึงเหมาะสำหรับผู้ชื่นชอบการผจญภัย
น้ำตกชั้นที่ 6  มีชื่อว่าผานางลื่น  นักท่องเที่ยวบางคนเรียกว่าชั้นสไลด์เดอร์  เพราะมีลานหินที่ลื่นมาก  ผู้ที่ชอบความท้าทายจะปล่อยตัวให้ลื่นมาตามลานหินกลางน้ำตกที่สูงประมาณ 7 ม. ลงมายังแอ่งน้ำเบื้องล่าง  ซึ่งอันตรายมาก  เพราะหากลื่นผิดจังหวะอาจพุ่งเลยแอ่งไปยังข้างล่างได้  นักท่องเที่ยวควรระมัดระวัง

บริเวณรอบน้ำตกแวดล้อมด้วยป่าดงดิบชื้นที่อุดมสมบูรณ์  และมีสิ่งน่าสนใจมากมายโดยเฉพาะป่ากระวานซึ่งมีผลกระวานซึ่งมีผลกระวานที่ดีที่สุดในโลก  และเป็นแหล่งดูนกดูผีเสื้อที่ดีที่สุดในแถบผืนป่าตะวันออกอีกด้วย
    เส้นทางเดนสู่ตัวน้ำตกเป็นจุดที่เหมาะสำหรับดูนกดูผีเสื้อ  ทั้งแวดล้อมไปด้วยต้นไม้ยักษ์และพันธุ์ไม้หลากหลายชนิด  เฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวจะมีโอกาสได้เห็นดอกโสกเขาราชินีแห่งป่าเขาสอยดาวซึ่งบานสะพรั่งทั่วราวป่าในช่วงฤดูหนาว
    ทางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ มีเรือนพักสองหลังบริการแก่นักท่องเที่ยว  นอกจากนี้ยังมีห้องบรรยายและฉายสไลด์  รวมทั้งมีวิทยากรบรรยายเกี่ยวกับสภาพทั่วไปของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ เพื่อให้การท่องเที่ยวเป็นไปอย่างเหมาะสม

สิ่งที่มาแล้วไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่งที่ น้ำตกเขาสอยดาว


-    ต้นไม้ยักษ์  หรือต้นพระเจ้าห้าพระองค์  อยู่ทางขวามือ  ห่างจากน้ำตกชั้นแรกไปประมาณ  200 ม. เป็นไม้ยืนต้นในป่าดงดิบชื้น  ลำต้นใหญ่ขนาด 20 คนโอบ โดยเฉพาะพูพอนหรือรากขนาดใหญ่ของไม้ต้นนี้จะโผล่พ้นผิวดินขึ้นมาถึง 5 ม. ทั้งแตดแขนงเป็นซอกหลืบจนดูคล้ายโพรงถ้ำ
-    ดอกโสกเขา  เป็นแหล่งน้ำหวานของผีเสื้อและแมลงต่างๆถือกันว่าเป็นราชินีแห่งป่าเขาสอยดาว  ช่วงเดือนธันวาคม – เดือนเมษายน  จะผลิช่อดอกสีส้มแดงบานไปทั้งแนวป่า  ต้นโสกเขาเป็นไม้ยืนต้น ลำต้นสูงเต็มที่ถึง 10 ม. มีใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับใบย่อยสามถึงเจ็ดคู่  ใบเป็นรูปไข่หรือใบหอก กว้าง 2-8 ซม. ยาว 8-10 ซม. รากมีสรรพคุณทางยา ใช้ต้มน้ำดื่มแก้พิษเบื่อเมา
-    ดูนกและผีเสื้อ  ระหว่างทางสู่น้ำตกเป็นจุดดูนกดูผีเสื้อที่ดีที่สุด  บริเวณไหล่เขามีโอกาสพบนกขุนแผนหัวแดง  นกขุนแผนอกส้ม  นกพญาปากกว้างลายเหลือง  นกเฉพาะถิ่นอย่างไก่ฟ้าหลังขาวจันทบูร  นกสาลิกาเขียวหางสั้น  นกกระทาจันทบูร  และนกหายากอื่น ๆรวมทั้งผีเสื้ออีกนับ 10 ชนิด เช่น ผีเสื้อนิโกรซ  ผีเสื้อหางติ่งนางละเวง  ผีเสื้อหางติ่งชะอ้อน เป็นต้น ช่วงเดือนธันวาคม-เดือนเมษายน  เป็นช่วงที่มีผีเสื้อมากที่สุด เหมาะแก่การไปเที่ยวดูผีเสื้อ
-    ป่ากระวาน  จากน้ำตกชั้นที่ 16 จะมีเส้นทางเดินแยกต่อไปประมาณ 1-2 ชม. ไปยังป่ากระวาน  ซึ่งเป็นป่ากระวานที่ดีที่สุดในโลก  ชาวบ้านมักจะเข้ามาหาของป่า  โดยเฉพาะกระวาน กฤษณา หรือไม้หอม ในบริเวณนี้เสมอ ปัจจุบันทางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาวอนุญาตให้ชาวบ้านขึ้นไปเก็บกระวานและจัดการดูแลต้นกระวานได้โดยเรียกเป็นสวนกระวาน  นักท่องเที่ยวที่ต้องการเที่ยวชม  ควรติดต่อเจ้าหน้าที่นำทาง
-    เส้นทางศึกษาธรรมชาติ การเดินทาง  จากด่านทางเข้าที่ทำการเขตฯ ไปอีกประมาณ 30 ม.  พบเส้นทางอยู่ทางซ้ายมือด้านหลังอาคารที่ทำการ
บริเวณนี้เป็นพื้นที่เปิดสำหรับผู้สนใจศึกษาธรรมชาติ มีเส้นทางเดินระยะทาง 2.5 กม. สองข้างทางเป็นป่าดงดิบชื้น สภาพทางไม่สูงชันมาก ระหว่างทางมีจุดที่น่าสนใจต่างๆ เช่น ต้นไทรยักษ์ขนาดกว่า 10 คนโอบที่แผ่รากออกมาคล้ายถ้ำย่อม ๆคร่อมลำธาร รายรอบเส้นทางเดินมีพันธุ์ไม้หลากหลายชนิด  เช่น เร่ว กระวาน กะทือ ต้นยาง และต้นมะหาด ตะเคียนหิน ตะเคียนทอง ซึ่งแต่ละต้นมีขนาดใหญ่
หากมาเที่ยวช่วงเดือนธันวาคม – เดือนเมษายน  จะพบดอกโสกเขาชูช่อสีส้มแดงให้เห็นตลอดทาง  ขณะที่รอบบริเวณก็อบอวลด้วยกลิ่นดอกมะลิป่า จำปีป่า และจำปูน และยังมีโอกาสได้เห็นนกเฉพาะถิ่น รวมทั้งผีเสื้อที่มีอยู่มากมายหลายชนิดด้วย เช่น ไก่ฟ้าหลังขาวจันทบูร  และในช่วงฤดูหนาวที่ต้นโสกเขาออกดอก  อาจได้พบนกปลีกล้วย  นกกาฝาก  รวมทั้งนกหายากอย่างนกขมิ้นขาว



ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น

การเดินทางไป น้ำตกเขาสอยดาว


จาก อ.โป่งน้ำร้อนใช้ทางหลวงหมายเลข 317 ไปทาง อ.สอยดาว  เมื่อถึงตัวอำเภอจะพบ รร.สอยดาววิทยาทางซ้ายมือ  ข้างโรงเรียนมีทางแยก  ให้เลี้ยวเข้าไปประมาณ 3 กม. ถึงที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว  ผ่านที่ทำการไปอีก 300 ม.  ถึงสถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าทรายขาวน้ำตกอยู่ห่างจากสถานีฯ  ไปอีกประมาณ 2 กม.  โดยต้องเดินต่อประมาณ 500 ม.  จึงจะถึงน้ำตกชั้นแรก

วันเสาร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

1 ในบ่อน้ำศักดิ์ของจันทบุรี "สระแก้ว"

1 ในบ่อน้ำศักดิ์ของจันทบุรี "สระแก้ว"


"สระแก้ว"เป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์อีกแห่งหนึ่งของจันทบุรี น้ำในบ่อของที่นี่จะถูกนำไปรวมกับน้ำในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์จากถ้ำพระนารายณ์และบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์วัดพลับ นำไปทำพีธีปลุกเสกพระพุทธมนต์เพื่อที่จะนำไปใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรี สระแก่าเป็นบ่อน้ำเก่าแก่ มีขนาดกว้าง 6 เมตร ยาว 7 เมตร ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าได้สร้างบ่อน้ำแห่งนี้ขึ้นเมื่อสมัยใด น้ำในบ่อแห่งนี้ถูกนำไปใช้ในพระราชพิธีในพระบรมราชวงศ์จักรี ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา

ตำนานของบ่อน้ำศักดิ์ของ จันทบุรี "สระแก้ว"


"สระแก้ว" เป็นชื่อหมู่บ้านขึ้นอยู่กับตำบลเขาพลอยแหวน อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี มีวัดประจำหมู่บ้าน เรียกวัดสระแก้ว มีประวัติเล่าขานกันมาดังนี้

ณ ที่นี้มีภูเขาเตี้ย ๆ ลูกหนึ่ง บนยอดเขามีสระน้ำ ลักษณะเป็นน้ำเขาใสสะอาดเย็นชื่นใจ และมีตายายสองคนผัวเมียคู่หนึ่งปลูกบ้านเรือนอาศัยอยู่ตีนเขา เป็นคนยากจนเข็ญใจอาศัยเก็บผักฟืนขายหรือแลกเปลี่ยนข้าวปลาอาหารจากชาวบ้าน บางครั้งก็ล่าสัตว์เล็ก ๆ มากินเป็นอาหาร และตายายสองคนนี้เป็นโรคเรื้อน ตามร่างกายเป็นแผลพุพองที่ไม่รู้จักหาย มีน้ำเหลืองไหลเยิ้มอยู่ตลอดเวลา โรคนี้ในสมัยโบราณถ้าใครเป็นแล้วรักษาไม่หาย เพราะการแพทย์ไม่เจริญ ถ้าเป็นนานอาการเข้าขั้นรุนแรงอาจทำให้ตาบอด มือกุด เท้ากุดได้

อยู่มาวันหนึ่ง ตาล่ากระต่ายติดตามรอยเลือดไปจนถึงยอดเขาพบว่ากระต่ายกระโดดลงไปในสระน้ำดังกล่าวนั้น เมื่อกระต่ายขึ้นจากสระ บาดแผลก็หายและสามารถวิ่งหนีไปได้อย่างรวดเร็วเหมือนไม่เคยถูกยิงบาดเจ็บมาก่อน ตาเห็นแปลกจึงลงไปแช่น้ำในสระเมื่อขึ้นมาจากสระความอัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้นคือแผลพุพองต่าง ๆ ก็หายไปสิ้นน้ำเหลืองที่เคยไหลเยิ้มก็แห้งสนิทจึงมาบอกยายด้วยความดีใจ และเมื่อพายายไปอาบน้ำในสระ แผลพุพองของยายก็หายเช่นเดียวกัน มิช้ามินานข่าวนี้ก็กระจายไปอย่างรวดเร็วราวกับพายุรู้ถึงหูเจ้าบ้านผ่านเมืองก็พากันมาดูชม และพิสูจน์เห็นประจักษ์แจ้งแล้ววเจ้าเมืองก็รายงานไปยังส่วนกลาง คือเมืองหลวงให้ทราบว่าได้พบสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ขึ้นอีกแห่งแล้วภายหลังเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเข้าใจว่าเป็นพราหมณ์ประจำราชสำนัก กำหนดให้น้ำสระแก้วแห่งนี้ไปรวมกับน้ำศักดิ์สิทธ์จากแหล่งอื่น ๆ ทั่งราชอาณาจักร สำหรับทำเป็นน้ำเทพมนต์ใช้ในพิธีมุรธาภิเษกหรือพิธีอื่นๆ ที่เกี่ยวกับน้ำเช่นน้ำที่ทำพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา เป็นต้น


ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น
สำหรับความเป็นมาของชื่อบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้บางคำบอกเล่าก็ว่า น้ำในบ่อแห้งนี้ไม่มีวันที่จะแห้งและน้ำยังใสราวกับแก้ว และบางคำบางเล่าก็ว่าในบ่อน่ำแห่งนี้เคยมีแก้วรัตนชาติอยู่แต่ในปัจจุบันนี้ได้หายไปแล้ว

วันศุกร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ประวัติศาสตร์อันยาวนานแห่ง วัดตะปอนใหญ่ จันทบุรี

ประวัติศาสตร์อันยาวนานแห่ง วัดตะปอนใหญ่ จันทบุรี


จันทบุรีจะว่าไปแล้วก็จังหวัดที่มีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทยเลย และก็ในจันทบุรีนั้นก็มีสถานที่ ที่มีประวัติของเขาของหนึ่งมนนั้นคือ "วัดตะปอนใหญ่" ซึ่งเป็นวัดโบราณเก่าแก่สร้างเมื่อสมัยอยุธยาตอนปลาย เมื่อปี พ.ศ.2290 ชื่อเดิมของวัดแห่งนี้คือ วัดโพธิธาราม เพราะว่าในวัดมีต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ปกคลุมเจดีย์เก่าอยู่ขึ้นบริเวณริมคลองตะปอนใหญ่



ภายหลังก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็น วัดตะปอนใหญ่ ตามชื่อของหมู่บ้านจนถึงปัจจุบัน ในอดีตแล้ววัดตะปอนใหญ่นี้ได้ตั้งอยู่ในเส้นทางของขบวนเกวียนของพ่อค้าขึ้น ล่อง ค้าขายเป็นประจำ สำหรับช่อวัดที่มีคำว่า ตะปอน นั้นมาจาก ตะโพง ความหมายของคำนี้คือเป็นลักษณะของการวิ่งโขยกของเกวียนเป็นถนนที่ทางเป็นหลุมเป็นบ่อ

ดู วัดตะปอนใหญ่ ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

สิ่งที่หน้าสนใจภายใน วัดตะปอนใหญ่ จันทบุรี


ภายในวัดมีสิ่งที่น่าสนใจหลายอย่าง ได้แก่ พระอุโบสถ(หลังเก่า) ว่ากันว่าอุโบสถหลังนี้ได้สรางขึ้นเมื่อ พ.ศ.2355 สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นและหลวงพ่อเพชร อินฺทปัญโญ ทำการบูรณะครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ.2455 ลักษณในปัจจุบันเป็นพระอุโบสถ ก่ออิฐถือปูนทรงโรง หลังคาเครื่องไม้มุง ภายในประดิษฐานพระพุทธเมตตา (หลวงพ่อสัมฤทธิ์ผล) พระพุทธรูปปูนปั้นลงรักปิดทอง ทรงประทับนั่งในอิริยาบถแบบวีราสนะแสดงภูมิปรรศมุทรา มีการขึ้นทะเบียนโบราณวัตถุในวัดตะปอนใหญ่ 3 รายการคือ ตู้พระธรรมไม้ศิลปะรัตนโกสินทร์ หีบพระธรรมไม้ศิลปะรัตนโกสินทร์ และธรรมาสน์ไม้ลงรักปิดทองศิลปะรัตนโกสินทร์ เพื่อนคนไหนอยากศึกษาประวัติศาสตร์ก็มาเยี่ยมชมกันได้ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

งงไหมกับชื่อนี้ หมู่บ้านไร้แผ่นดิน เป็นยังไงต้องตามไปดู

งงไหมกับชื่อนี้ หมู่บ้านไร้แผ่นดิน เป็นยังไงต้องตามไปดู


เชื่อไหมว่าในจันทบุรีนั้นมีหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่นั้นเขาไม่ได้ปลูกบ้านอยู่บนดินอย่างเราๆกันนะครับ แต่ว่าที่นั้นอยู่บนทะเลจร้า ที่นี่มีชื่อว่า "หมู่บ้านไร้แผ่นดิน" หรืออีกชื่อหนึ่งหมู่บ้านบางชัน ที่นี่อยู่ในเขตของ อ.ขลุง จ.จันทบุรี บ้านของชาวบ้านที่นี่สร้างอยู่บนเลนตามแนวของป่าชายเลน และยังใช้การสัญจรทางเรือเป็นหลักอีกด้วย ที่นี่อาชีพหลักที่ไม่ต้องบอกก็ต้องเดาได้เลยว่าเป็นอาชีพประมง ชุมชนบางชันนี้เป็นชุมชนที่มีความเก่าแก่และยังคงเอกลักษ์ที่อาศัยอยู่บนพื้นทะเลมาอย่างยาวนาน สืบสานกิจกรรมและวัฒนธรรมของบรรพบุรุษ


และด้วยที่นี่ยังคงใช้ชีวิตแบบวิถีโบราณ ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับธรรมชาติแล้วคนในชุมชนแห่งนี้ยังเต็มไปด้วยน้ำจิตน้ำใจมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแพร่กันมาโดยตลอด ในชุมชนมีผู้ที่อยู่อาศัยรวมกันทั้งสิ้น 400-500 หลังคาเรือนด้วยกัน ทุกคนในหมู่บ้านเป็นชาวไทยและชาวไทยเชื้อสายจีน ทำการประมงเป็นอาชีพหลักนอกจากนี้ยังได้เลี้ยงสัตว์น้ำในกระชังเป็นรายได้เสริมอีกด้วย นับเป็นชุมชนตัวอย่างชุมชนหนึ่งเลยครับ


ดู หมู่บ้านไร้แผ่นดิน จันทบุรี ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า
สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจไปเยี่ยมชมความแปลกและวิถีชีวิตของชาวบ้านที่นี่ ก็ใช้เส้นทางถนนสุขุมวิท-ตราด เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1358 ไปทางบ้านอ่างกระป่อง เข้าท่าเรืออ่างกระป่อง ก่อนเดินทางด้วยเรือยนต์ประมาณ 30 นาทีจึงถึงปากน้ำเวฬุ เข้าสู่ "หมู่บ้านไร้แผ่นดิน"หรือหมู่บ้านบางชันครับ

400 ปีกับตำนาน วัดเกวียนหัก จันทบุรี

400 ปีกับตำนาน วัดเกวียนหัก จันทบุรี


เรื่องที่เล่าต่อๆกันมานั้นหลายๆเรื่องจริงบ้างไม่จริงบ้าง แต่เรื่องที่จะได้รู้ต่อไปนี้จะขอถือว่าเป็นตำนานเก่าแก่ของวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดจันทบุรีคือ "วัดเกวียนหัก" และก่อนที่จะได้ชื่อว่าวัดเกวียนหักแห่งนี้มีชื่อว่า วัดช่องลม ที่นี่เป็นวัดเก่าแก่มีอายุกว่า 400 ปี เลยทีเดียวที่มาของความเก่าแก่มาจากอุโบสถของวัดที่มีรูปทรงและลวดลายซึ่งสร้างโดยช่างในสมัยอยุธยาโดยประมาณ พ.ศ. ที่สร้างไว้คือ พ.ศ. 2130

จากหลักฐานและคำบอกเล่ากันต่อๆมานั้น วัดเกวียนหักได้สร้างขึ้นภายหลังวัดตะปอนน้อยเป็นเวลาประมาณ 5 ปี ซึ่งใบเสมาอุโบสถวัดตะปอนน้อยสลักไว้ พ.ศ.2125 ประกอบกับมีหลักฐานบันทึกการรายงานประวัติวัดเกวียนหักต่อกรมศาสนาว่า ได้รับอนุญาตให้ตั้งวัดเมื่อ วันที่ 20 เดือน สิงหาคม พ.ศ.2130 การบูรณะวัดเกวียนหักปรากฏหลักฐานว่า คุณพระจินดา พรหมฤทธิ์ (ตำแหน่งนายอำเภอขณะนั้น) ได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรไว้บนผนังอุโบสถหลังเก่าว่า

“พระจินดา มานะ สละหิรัญ ซื้อสุวรรณปิดพระทั้งสององค์ กับออกทรัพย์ซ่อมแซมอุโบสถ โดยกำหนดพันเศษตามประสงค์ ขอให้สมปรารถนา ปัญญายงค์ สมประสงค์ ปณิธาน นิพพานเอย” 

และยังได้มีตำนานเล่าขานกันอีกว่าวัดเกวียนหักนี้ได้สร้างก่อนจะเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2(พ.ศ.2310)  เสียอีก วัดสร้างเมื่อ พ.ศ. 2130 เล่าต่อกันมาว่าวัดเกวียนหักยังเคยเป็นที่พักของพระเจ้าตากสินครั้งยกทัพไปรบ มีหลักฐานเอกสารประชุมพงศาวดารภาคที่ 65 พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันทนุมาศ (เจิม) และจากการบอกเล่าของคนที่มีอายุมากที่สุดในชุมชน คือลุงวิเชียร แววสว่าง อายุ 85 ปี และลุงกูล บำรุงวงษ์ อายุ 80 กว่าปี ท่านทั้งสองเคยบวชสามเณรจนกระทั่งเป็นพระภิกษุจำพรรษา ณ วัดเกวียนหัก ตั้งแต่ท่านพ่อวัน(ท่านพระครูพิทักษ์สุตคุณ)เป็นเจ้าอาวาส จึงสามารถเล่าเรื่องได้ดี ท่านบอกว่า

"เมื่อครั้งหนึ่งมีพระสงฆ์มาจากพระนครพร้อมกับบันทึกเล่มหนึ่ง ท่านเดินทางมาตามถ้อยความที่บันทึกไว้ เพื่อตามหาร่องรอยของซากสิ่งของในบันทึก คือเกวียนที่หักตามบันทึกว่าฝังไว้ที่เชิงเขา หงส์ไม้ 1 ตัวลงรักปิดทอง และช้างไม้ 1 เชือก ปรากฎว่าได้พบหงส์ทำด้วยไม้ลงรักปิดทอง แต่อยู่ในสภาพเก่าแก่ชำรุดเพราะมีมอดกิน และพบช้างไม้ 1 เชือก แต่ไม่พบเกวียนที่หักที่ฝังไว้เชิงเขา ในบันทึกกล่าวว่าเกวียนที่หักเป็นเกวียนในกองทัพพระเจ้าตากสิน ที่บรรทุกดินหู (ดินปืน) มาถึงเชิงเขา(ตีนเขา)แล้วเกวียนได้หักจึงฝังเกวียน ณ เชิงเขานั้นในการเดินทัพผ่าน มีร่องรอยการพักทัพของกองทัพพระเจ้าตากสิน คือมีการขุดพบพระยอดธงจำนวนหนึ่งที่มากพอสมควรทำด้วยดิน ต่อมาชำรุดเสียหายเพราะการเก็บรักษาไม่ถูกวิธีและสระน้ำโบราณที่เชื่อกันว่าพระเจ้าตากสินขุดให้กองทัพดื่มและใช้ ซึ่งสระนี้ยังคงอยุ่และใช้ประโยชน์มาตั้งแต่โบราณกาลแล้วมีน้ำตลอดปี อีกทั้งมีร่องรอยของร่องนำน้ำลึกติดต่อกับทะเลที่เรือใหญ่สามารถเข้ามาถึงหน้าวัดเกวียนหักได้ ปัจจุบันกลายเป็นคลองเล็กๆที่มีน้ำทะเลไหลเข้ามาได้และอยู่ใกล้สระแห่งนี้ ในอดีตสระน้ำนี้เคยเป็นแหล่งน้ำที่ชุมชนหนองชิ่มและเขาน่องโกรน และที่อื่นๆอื่นๆ วิ่งเรือมาบรรทุกน้ำที่สระนี้ไปใช้กัน"

จากตำนานที่เล่าขานชุมชนนี้จึงมีชื่อว่า “เกวียนหัก” และต่อมาวัดช่องลม ก็เปลี่ยนชื่อเป็นวัดเกวียนหักด้วย

ดู วัดเกวียนหัก ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

สิ่งที่น่าสนใจศึกษาและควรค่าแก่การอนุรักษ์ของวัดเกวียนหักก็คือ โบราณสถานที่เก่าแก่มีอายุกว่า 400 ปี คืออุโบสถหลังเก่าที่แสดงถึงศิลปะและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ พระอุโบสถวัดเกวียนหักมีขนาดเล็ก ด้านหน้าประตูเข้าอาคารอุโบสถมีสองบาน ผนังด้านหลังไม่มี แต่กลับปรากฎว่าประตูหลังสองบานผนังด้านข้างชิดไปทางผนังหุ้มกลองด้านหลัง หน้าต่างด้านข้างมีจำนวนข้างละ 2 บาน ซึ่งเป็นแบบแผนอยุธยาตอนกลาง มีเจดีย์กลมตั้งอยู่ด้านหน้าเยื้องไปทางซ้ายมือของอาคาร ผนังด้านในมีภาพเขียนฝาผนังแต่ลบเลือนไปมากมองได้ไม่ชัดเจน ยังรอการบูรณะจากกรมศิลปากรอยู่ นอกจากนี้ที่วัดเกวียนหักนี้มีโบราณวัตถุที่สำคัญคือธรรมมาสน์ ชนิดไม้ลงรักปิดทอง ศิลปะรัตนโกสินทร์

วันพุธที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

มหัศจรรย์ทะเลแวก น้ำใส ที่บางชัน จันทบุรี

มหัศจรรย์ทะเลแวก น้ำใส ที่บางชัน จันทบุรี


จะพูดถึงความแปลกที่น่าสนใจแล้วที่นี่คงจะเป็นอีกที่หนึ่งที่มีความน่าสนใจไม่แพ้ที่ไหนในจันทบุรีเลยทีเดียวเชียวแหละ เพราะที่นี่มัความมหัศจรรย์ของ "ทะเลแหวก" ใช่แล้วครับทะเลแหวกอยู่ที่บางชันจันทบุรีของเรานี้เอง ทะเลแหวก บางชัน นี้เป็นสันดอนของทราย เกิดจากการทับทมกันของซากเปลือกหอยและก็ทรายอยู่ที่บริเวณของปากน้ำเวฬุวันที่นี่เป็นหาดทรายที่มีความยาวกว่า 700 เมตร เลยครับ บนหาดทรายนี้สามารถลงไปเดินเล่น เล่นน้ำ ชมวิวต่างๆ หรือถ่ายรูปได้ ถ้าจะให้ดีไปตอนที่น้ำลงจะสะดวกที่สุดครับ เพราะว่าในช่หาชมนตัวเล็กๆที่อาศัยตามเปลือกหอย ออกมาหากิน แบบนี้ไม่ได้หาดูได้ง่ายๆนะจะบอกให้


ดู ทะเลแวก บางชัน จันทบุรี ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า
สำหรับทะเลแหวก บางชัน นี้อยู่ไม่ห่างจากกหมู่บ้านไร้แผ่นดิน และบ้านท่าขาหย่าง ไม่มากนัก สำหรับหาดทรายของที่นี่ออกจะแปลกซักหน่อยตรงที่มันเป็นสีดำ ไม่ใช่ว่าจะสกปรกอะไรนะครับแต่เป็นสีที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติเป็นแนวหาดทรายสีดำที่ทอดยาวออกไปสุดสายตา และยังมีน้ำทะเลที่ใสสะอาดให้เราได้สัมผัส ไม่เหมือนที่อื่นที่น้ำทะเลจะออกสีขุ่นๆเพราะว่าสกปรก มาชมความมหัศจรรย์กันได้นะครับ ทะเลแหวกบางชัน จันทบุรี

อนุสรณ์แห่งอิสรภาพของจันทบุรี เจดีย์อิสรภาพ

อนุสรณ์แห่งอิสรภาพของจันทบุรี เจดีย์อิสรภาพ

หลายๆคนคงได้ยินเรื่องที่ประเทศไทยของเราได้เสียดินแดนไปหลายส่วนแต่จะทราบรึไม่ว่า ว่าจันทบุรีประเทศไทยของเราก็เคยจะเสียให้กับฝรั่งเศษเช่นกันนะครับ จันทบุรีได้ถูกฝรั่งเศษยึดตั้งแต่ ตั้งแต่ พ.ศ. 2436-2447 (ร.ศ.112–123) เป็นเวลารวมทั้งสิ้น 11 ปี และการที่ไทยได้จันทบุรีกลับคืนมานั้นก็เพราะว่า รัชกาลที่ 5 ทรงตัดสินทัยนำเอาเงินพระราชทรัพย์ที่รัชกาลที่ 3 ทรงได้เก็บสะสมไว้เพื่อใช้ยามชาตฺวิกฤติ มาจ่ายให้แก่ฝรั่งเศษเป็นเงิน 2 ล้านฟรังค์หรือเป็นเงินไทยอยู่ที่ประมาณ 3 ล้านบาทและยังได้ยอมให้ฝรั่งเศษยึดเมืองตราด เกาะแก่งแหลมลิง และประจันตคีรีเขตต์(เกาะกง)ต่อเป็นเวลาอีก 3 ปี แต่ในที่สุดก็เป็นที่น่าเสียดายไม่น้อยที่ไทยเราก็ต้องเสียดินแดน 3 จังหวัดฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงให้กับฝรั่งเศษจนได้ คือ เสียมราฐ ศรีโสภณ และพระตะบอง รวมทั้งจังหวัดประจันตครีเขตต์ (เกาะกง)


ดู เจดีย์อิสรภาพ ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

สำหรับเจดีย์อิสรภาพนี้เป็นเจดีย์ทรงลังกาที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ที่เขาแหลมสิงห์ ถ้าเรานั่งเรือผ่านปากน้ำแหลมสิงห์นั้นจะสามารถมองเห็นเจดีย์นี้จากระยะไกลได้เลยครับ เมื่ปี พ.ศ. 2477 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีการจัดการฉลองอย่างยิ่งใหญ่ในโอกาสที่ฝรั่งเศษได้คืนเมืองจันทบุรีให้กับสยาม และในปี พ.ศ. 2499 หลวงศรีวิไชย (ศุภ ปริชญานนท์) ที่ต่อมาเป็นพระกำแหงฤทธิรงค์ ได้รับการแต่งตั้งเป็น พระยาพิพิธไสยสุนทรการ (ผู้ว่าราชการเมืองตราด) ซึ่งเป็นชาวจันทบุรีโดยกำเนิด(บ้านอยู่ถนนสายริมน้ำ) ได้ทำการสร้างเจดีย์อิสรภาพขึ้นร่วมกับชาวจันทบุรี เจดีย์อิสรภาพนี้เป็นเจดีย์ที่สร้างครอบองค์เดิมไว้ที่ได้สร้างไว้ก่อนแล้วเมื่อสมัยของ รัชกาลที่ 3 และในวันที่ 13 กุมภาพันธ์  2446 จึงเป็นวันที่สำคัญของจังหวัดจันทบุรีที่มีอิสรภาพอีกครั้งหลังจากที่โดนฝรั่งเศษยึด แต่ว่ากว่าที่ฝรั่งเศษและญวนจะยอมถอนทหารทั้งหมดออกไปก็ในวันที่ 12 มกราคม 2447 จึงเป็นเวลา 11 ปี ครับ ใครที่ผ่านไปที่แหลมสิงห์แล้วลองแวะไปชมเจดีย์อิสรภาพกันได้นะครับเพื่อระลึกถึงประวัติศาสตร์ที่สำคัญของประเทศเรา

วันอังคารที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

วัดตะปอนน้อย โบราณสถานอีกแห่งของ จันทบุรี

วัดตะปอนน้อย โบราณสถานอีกแห่งของ จันทบุรี

ถ้าจะให้คิดถึงสถานที่ ที่เป็นความทรงจำเก่าๆในจันทบุรีน้ันก็จะมีอยู่เยอะพอสมควรเลยละครับแต่ตอนนี้จะพูดถึงที่ๆหนึ่งนั้นคือ "วัดตะปอนน้อย" ที่นี่ไดรับการขึ้นทะเบียนโบราณสถานจากกรมศิลปากรเมื่อปี พ.ศ. 2478 วัดแห่งนี้ถือว่าเป็นวัดเก่าแก่แห่งหนึ่งในจันทบุรี ตั้งอยู่ใน อ.ขลุง จ.จันทบุรี เพียงแต่ว่าเป็นที่น่าเสียดายนิดหน่อยครับเพราะว่าไม่ปรากฎหลักฐานใดๆเลยว่าใครเป็นผู้สร้างวัดแห่งนี้ และสร้างขึ้นเมื่อใด เพียงแต่ได้มีการสันนิฐานไว้จากสถาปัตยกรรมว่าวัดตะปอนน้อยแห่งนี้คาดเดาว่าสร้างขึ้นเมื่อสมัยรัตนโกสินร์ตอนต้นหรือไม่ก็สมัยอยุธยาตอนปลายครับ

สำหรับความโดดเด่นของวัดตะปอนน้อยเป็นเรื่องของ สถาปัตยกรรมของอุโบสถที่ทำจากอิฐถือปูนทั้งหลังภายในตัวอุโบสถมีเสาไม้รับโครงหลังคา เป็นศิลปกรรมผสมผสาน ในสมัยอยุธยาตอนปลายต่อเนื่องกับสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น หน้าบันปรากฎภาพสลักไม้รูปนารายณ์ทรงสุบรรณ ใต้หน้าบันเป็นแผ่นสลักไม้สี่เหลี่ยมเรื่องรามเกียรติ์ เป็นท่าจับช่วงพญายักษ์รบกับลิง (เป็นที่น่าสังเกตว่าสัญลักษณ์รูปนารายณ์ทรงสุบรรณถือเป็นลักษณะเฉพาะของกรุงศรีอยุธยา โดยมาจากคำว่า "อโยธยา" เมืองของพระราม ซึ่งเป็นอวตารของพระนารายณ์ และปฐมกษัตริย์คือพระเจ้าอู่ทอง ซึ่งทรงพระนามว่า "รามาธิบดี" คือพระนารายณ์)


ดู วัดตะปอนน้อย ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า
ภายในโบสถ์มีจิตรกรรมฝาผนังสมัยอยุธยาตอนกลาง ซึ่งเป็นภาพเขียนสีฝุ่นผสมกาวอันมีคุณค่าในด้านประวัติศาสตร์ศิลปะเป็นอย่างยิ่ง จิตรกรรมเหล่านี้สะท้อนความเป็นไปของบ้านเมืองในอดีต วิถีชีวิต กลุ่มคนไม่ว่าจะเป็นคนไทย คนจีน ฝรั่งที่มีการติดต่อค้าขายกันในสมัยนั้น นอกจากนั้นยังมีหอไตรอยู่ในสระน้ำข้างศาลาการเปรียญ เป็นหอเก็บพระไตรปิฎกขนาดเล็ก ปัจจุบันพังลงมาทั้งหลังแล้ว แต่ทางวัดยังเก็บชิ้นส่วนไม้ไว้ใต้ถุนศาลาเกือบครบทั้งหลัง และยังมีการค้นพบพระพุทธรูปปางมานวิชัยทำด้วยทองเหลือง ตู้พระธรรมไม้ เจดีย์ทองเหลือง ใบเสมาหิน วัดตะปอนน้อยนอกขากเป็นสถานที่โบราณเก่าแก่แล้วยังเป็นที่รวบรวมโบราณวัตถุต่างๆ เช่น เครื่องใช้ คัมภีร์ใบลาน สำหรับเป็นที่แหล่งเรียนรู้ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง
ภาพประกอบจาก abt-tapon.net

ชม ป่า เมฆ เขา น้ำ ฟ้า ที่ เขื่อนทุ่งเพล

ชม ป่า เมฆ เขา น้ำ ฟ้า ที่ เขื่อนทุ่งเพล

ถ้าจะให้กล่าวถึงสถานที่สวยๆวิวดีๆแล้วที่ จันทบุรี นี่มีไม่น้อยเลยครับ เพียงแต่ว่าคนที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่จริงๆจะไม่รู้เลยครับ เอาละสถานที่ ที่เอามาฝากวันนี้ชื่อว่า "เขื่อนทุ่มเพล" ครับ เขื่อนทุ่งเพล ได้ทำการก่อสร้างเมื่อปี 2544 ที่นี่เป็นเขื่อนสำหรับผลิตไฟฟ้าพลังน้ำคลองทุ่งเพลครับ และยังมีเขื่อนอีก 1 แห่งที่เป็นส่วนประกอบในการผลิตไฟฟ้านั้นคือ เขื่อนบ้านพลวง สำหรับเขื่อนทุ่งเพลนี้สามารถกักเก็บน้ำได้ 534,000 ลบ.ม. ส่งน้ำผ่านไปยังเขื่อนบ้านพลวงโดยผ่านอุโมงค์ที่มีความยาว 5,955 ม. โดยที่มีโรงไฟฟ้าตั้งอยู่เหนือเขื่อนบ้านพลวงครับ สำหรับกระแสไฟฟ้าที่สามารถผลิตได้คือ 28.16 ล้านหน่วย กำลังผลิตรวม 9,800 กิโลวัตต์ และน้ำที่อยู่ในเขื่อนนอกขากจะนำมาผลิตไฟฟ้าแล้วอีกส่วนหนึ่งยังใช้เพื่อการเกษตรในพื้นที่ของ อ.เขาคิชฌกูฎและ อ.มะขามอีกด้วยครับ นอกจากนี้ยังเป็นที่ ที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเก็บภาพสวยๆและพักผ่อนเพื่อที่จะสัมผัสกับอากาศอันแสนบริสุทธิ์กันด้วยนะจ๊ะ




ดู เขื่อนทุ่งเพล จันทบุรี ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า
สำหรับการเดินทางมาที่เขื่อนทุ่งเพลนี้นอกจากจะมาเที่ยวชมเขื่อนกันแล้ว ชาวทุ่งเพลเองยังมีการจัดตั้งสถานที่พักแบบโฮมสเตย์เปิดบริการให้นักท่องเที่ยวได้เข้าพักกันอีกด้วย แบบว่าทีนี้จะได้ใกล้ชิดสนิทแนบกับธรรมชาติกันสุดไปเลยครับ สำหรับรายละเอียดดูได้ที่นี่ครับ เที่ยว ทุ่งเพล ดินแดนแห่งขุนเขา ที่จันทบุรี 

วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

แหล่งทำเฟอร์นิเจอร์ไม้แหล่งใหญ่ บ้านสวนส้ม จันทบุรี

แหล่งทำเฟอร์นิเจอร์ไม้แหล่งใหญ่ บ้านสวนส้ม จันทบุรี


บ้านสวนส้ม เป็นหมู่บ้านทางเหนือของจังหวัดจันทบุรี อยู่ติดชายแดนกัมพูชา และเป็นจุดผ่อนปราการค้าชายแดน จึงเป็นช่องทางลำเลียงสินค้าอุปโภคบริโภคไปยังกัมพูชา ทั้งเป็นจุดข้ามไปเล่นกาสิโนบนฝั่งกัมพูชาด้วยที่สำคัญคือ เป็นช่องทางหลักในการนำไม้จากกัมพูชามาส่งให้โรงงานไทยหลายสิบแห่งที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านนี้ เพื่อแปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์ไม้


สิ่งน่าสนใจของ บ้านสวนส้ม จันทบุรี


จุดผ่อนปรนการค้าชายแดน

ตลอด แนวถนนเลียบชายแดน (ทางหลวงหมายเลข 3193 ต่อเนื่องกับทางหลวงหมายเลข 3405) ระยะทาง 50 กม. ตั้งแต่บ้านคลองใหญ่ อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ไปจนถึงบ้านสวนส้ม อ.สอยดาว มีจุดผ่อนปรนการค้าชายแดนสามจุดผ่านแดนเพื่อข้ามไปยังฝั่งกัมพูชาด้วย

นักท่องเที่ยวที่ต้องการข้ามแดน จะต้องไปติดต่อขอหนังสือผ่านแดนที่ศาลากลางจังหวัดเท่านั้น และต้องแลกบัตรประชาชนไว้ที่ด่านชายแดนสามจุดนี้ด้วย โดยข้ามไปฝั่งกัมพูชาจากด่านใด ก็ต้องข้ามกลับมายังฝั่งไทยที่ด่านนั้น

เฟอร์นิเจอร์ไม้

บ้าน สวนส้มเป็นแหล่งจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ไม้ราคาถูกแหล่งใหญ่ เป็นไม้จากกัมพูชา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไม้ประดู่ลายและไม้มะค่า นำเข้ามาแปรรูปเป็นตู้เสื้อผ้า เตียง โต๊ะกินข้าว โต๊ะทำงาน ไปจนถึงของแต่งบ้านขนาดเล็ก จำหน่ายในราคาถูกมาก

การซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่นี่ ผู้ขายจะออกใบเสร็จรับเงินเพื่อบอกแหล่งที่มาของไม้ แต่ก็มักจะแนะนำให้ผู้ซื้อหาผ้าใบคลุมเฟอร์นิเจอร์ที่ซื้อไปให้มิดชิด โดยผู้ขายหลีกเลี่ยงที่จะให้รายละเอียดใด ๆเกี่ยวกับโรงงานและวิธีนำไม้เข้ามาแปรรูปและปัจจุบัน ททท. ร่วมกับ จ.จันทบุรี แนะนำบ้านสวนส้มเป็นที่เที่ยวอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดด้วย

สถานที่ตั้งและการเดินทางมาที่ บ้านสวนส้ม จันทบุรี


ตั้งอยู่ที่ บ้านสวนส้ม  ต.สะตอน  อ.สอยดาว จ.จันทบุรี

การเดินทาง  จาก อ.โป่งน้ำร้อนใช้ทางหลวงหมายเลข 317 ไปทาง อ.สอยดาว ผ่านสนามกอล์ฟสอยดาวไฮแลนด์แล้วให้เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 3139 ให้เลี้ยวขวาผ่าน สภ.ต.บ้านแปลงไปไม่ไกลพบสามแยกให้เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 3405 ไปประมาณ 16 กม. ถึงหมู่บ้าน

วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

น้ำตกหินดาด เที่ยวชมธรรมชาติ ที่ จันทบุรี

น้ำตกหินดาด เที่ยวชมธรรมชาติ ที่ จันทบุรี


ที่นี่เป็นน้ำตกที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดจันทบุรีตั้งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว  เป็นน้ำตกขนาดใหญ่  สูงราว 20 ม. ชั้นบนสุดเป็นธารน้ำไหลลงมาจากผาหิน  มีน้ำตลอดปีแต่เนื่องจากการจะไปถึงตัวน้ำตกต้องเดินเป็นระยะทางไกล นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จึงนิยมเล่นน้ำบริเวณลำธารด้านล่างใกล้กับหน่วยพิทักษ์ป่าวังกระแพ


สิ่งน่าสนใจของ น้ำตกหินดาด จันทบุรี


บริเวณน้ำตกมีพื้นที่ป่ากระวานซึ่งเป็นป่ากระวานที่ใหญ่ที่สุดในแถบเขาสอยดาว จันทบุรี  เส้นทางเดินเป็นเส้นทางเดียวกับที่ชาวบ้านใช้ระหว่างทางจึงพบเห็นชาวบ้านหาบกระวานผ่านไป  และพบเพิงพักของชาวบ้านเป็นระยะๆสภาพเส้นทางค่อนข้างลื่นและชันมากเหมาะสำหรับผู้ชื่นชอบการเดินป่า

ที่ตั้งและการเดินทางมาที่ น้ำตกหินดาด จันทบุรี


น้ำตกหินดาดตั้งอยู่ที่ บ้านวังกระแพ  ต.ทับไทร  อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี

จาก อ.เมืองจันทบุรีใช้ทางหลวงหมายเลข 317 ไปทาง อ.โป่งน้ำร้อน ผ่านตัวอำเภอไปจนถึงสนามกอล์ฟสอยดาวไฮแลนด์  พบทางแยกซ้ายมือข้างสนามกอล์ฟให้เลี้ยวเข้าไปประมาณ 1 กม. พบสามแยกให้เลี้ยวขวาไปอีกราว 5 กม. ถึงน้ำตก


วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาสอยดาว ดูสัตว์ป่าหายาก ที่ จันทบุรี

สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาสอยดาว ดูสัตว์ป่าหายาก ที่ จันทบุรี


เพื่อนๆหลายคงทราบแล้วว่าจันทบุรี เป็นจังหวัดที่มีธรรมชาติที่สมบูรณ์จังหวัดหนึ่งของประเทศไทยเลยทีเดียวครับ และยังมีสัตว์ป่าอยู่หลายชนิดแต่ก็ใช่ว่าเราจะเห็นได้ง่ายๆนะครับ แต่เราสามารถไปเจอได้ที่ สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาสอยดาว จันทบุรีครับ ที่นี่ตั้งอยู่บนเนินเตี้ย ๆชายเขตป่าเขาสอยดาว  เป็นศูนย์เพาะเลี้ยงขยายพันธุ์สัตว์ป่าที่เคยมีชุกชุมในป่าแถบนี้  อยู่ภายใต้การดูแลของส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า  กรมอุทยานแห่งชาติฯ  ภายในสถานีฯมีสัตว์ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงจำนวนมาก  จนดูเหมือนเป็นสวนสัตว์ขนาดย่อมที่มีบรรยากาศร่มรื่น


สิ่งที่น่าสนใจของ สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาสอยดาว จันทบุรี


สัตว์ป่าหายากในกรงเลี้ยง

ที่ นี่เป็นศูนย์เพาะเลี้ยงสัตว์ป่าหายากใกล้สูญพันธุ์  ทั้งพวกนก  เช่น  ไก่ฟ้าหน้าเขียว ไก่ฟ้าหลังขาวจันทบูร ไก่ฟ้าพญาลอ นกแว่น นกหว้า เป็ดก่า ฯลฯ  และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม  เช่น เก้ง กวาง เนื้อทราย เป็นต้น

การเดินทางและสถานที่ตั้งของ สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาสอยดาว จันทบุรี


ตั้งอยุ่ที่    ต.ทับไทร  อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี

การเดินทาง   จาก อ.เมืองใช้ทางหลวงหมายเลข 317 ไปทาง อ. โป่งน้ำร้อนประมาณ 38 กม. ผ่านตัวอำเภอไปประมาณ 2 กม. พบทางแยกซ้ายให้เลี้ยวเข้าไปอีก 2.5 กม. ถึงสถานีเพาะเลี้ยงฯครับผม



พบความตื่นเต้น ล่องแก่งคลองโป่งน้ำร้อน ที่ จันทบุรี

พบความตื่นเต้น ล่องแก่งคลองโป่งน้ำร้อน ที่ จันทบุรี


ในจังหวัดจันทบุรีนั้นมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอยู่หลายแห่งครับแต่ถ้าเพื่อนคนไหนต้องการเที่ยวแบบผจญภัยหน่อย เราขอแนะนำที่นี่เลยครับ ล่องแก่งคลองโป่งน้ำร้อน เป็นจุดท่องเที่ยวอีกแห่งของจังหวัดที่เป็นที่นิยม  การล่องแก่งที่คลองโป่งน้ำร้อนนี้ค่อนข้างยาว  มีแก่งที่ตื่นเต้นระหว่างทางหลายช่วง  และความยากอยู่ในระดับ 2-3 วิ่งไม่ยากเกินไป สามารถล่องได้โดยไม่เกิดอันตราย  ช่วงสุดสัปดาห์จึงมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมาเพื่อล่องแก่งโดยเฉพาะ ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่จัดตั้งขึ้นใหม่  ชื่อเขตฯ  คลองพญากัมพุช


สิ่งน่าสนใจของ ล่องแก่งคลองโป่งน้ำร้อน ที่ จันทบุรี


จุดเริ่มล่องแก่งอยู่ที่บ้านเครือหวายจนไปขึ้นที่บ้านคลองใหญ่มีแก่งรวม 32 แก่ง  ความยากอยู่ในระดับ 2-3 เป็นระดับที่ไม่เป็นอันตราย  สามารถล่องได้ทั้งครอบครัว  ช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค. ระดับน้ำในคลองกำลังพอเหมาะ  ทำให้เกิดเกาะแก่งและเวฟตลอดเส้นทาง 10 กม.  บริเวณดงหว้าเป็นช่วงล่องแก่งที่สนุกสนานที่สุดนอกจากความสนุกสนานแล้ว  นักท่องเที่ยวจะได้ชมบรรยากาศอันงดงามน่ารื่นรมย์ของทิวทัศน์สองฝั่งคลอง  ที่เส้นทางจะผ่านดงตะเคียน  มะค่า  และหว้าน้ำ  ทั้งยังอาจจะได้พบกิ้งก่ายักษ์หรือตัวลั้งด้วย นอกเหนือจากช่วงเวลาดังกล่าว  ตลอดช่วงเดือน  พ.ค.-พ.ย.ก็สามารถล่องแก่งได้

ที่ตั้งและการเดินทางไป ล่องแก่งคลองโป่งน้ำร้อน ที่ จันทบุรี


คลองโป่งน้ำร้อนช่วงที่ไหลผ่านบ้านทับไทร จันทบุรี จนไปสิ้นสุดที่บ้านคลองใหญ่  ระยะทางประมาณ 10 กม. ในเขต ต.โป่งน้ำร้อน อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี

จาก อ.โป่งน้ำร้อนใช้ทางหลวงหมายเลข 3193 ไปทางบ้านผักกาด ผ่านสถานีอนามัยโป่งน้ำร้อน จันทบุรี และ รร.เครือหวายวิทยาคมไปประมาณ 200 ม. พบทางแยกซ้ายมือให้เลี้ยวเข้าไปประมาณ 1 กม. ถึงจุดล่องแก่งของฟูจิทัวร์  ส่วนจุดล่องแก่งของวังขอนชาเลต์  ต้องไปตามทางหลวงต่อจากทางแยกซ้ายมือนี้อีก 200 ม. จะพบอีกทางแยกหนึ่ง ให้เลี้ยวซ้ายเข้าไปประมาณ 2 กม.

วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ชมพระอาทิตย์ ตกปลา ณ เขื่อนคีรีธาร จันทบุรี

ชมพระอาทิตย์ ตกปลา ณ เขื่อนคีรีธาร จันทบุรี


เขื่อนคีรีธาร จ.จันทบุรี เป็นเขื่อนที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวกันมากเลยครับเพราะเป็นเขื่อนที่มีความสวยงามของธรรมชาติ เขื่อนคีรีธาร เป็นเขื่อนที่สางขึ้นเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าและให้ประโยชน์ในการชลประทาน เป็นเขื่อนอเนกประสงค์ซึ่งกั้นคลองสะพานหิน  ทิวทัศน์โดยรอบมีความสวยงาม  แวดล้อมด้วยทิวเขาที่เป็นบริเวณป่าดงดิบชื้นและสวนผลไม้  เพือนๆต้องเดินทางไปยังเขื่อนเป็นระยะทางค่อนข้างไกล  ประกอบกับไม่มีร้านอาหารและสิ่งอำนวยความสะดวก  ดังนั้นจึงควรเตรียมเสบียงไปให้พร้อม


สิ่งน่าสนใจของ เขื่อนคีรีธาร จันทบุรี


พื้นที่อ่างเก็บน้ำหลังเขื่อนล้อมรอบด้วยทิวเขา  ริมเขื่อนมีหมู่บ้านสะพานหินบน  ชาวบ้านมีอาชีพทำสวนผลไม้  ส่วนหนึ่งอพยพมาจากภาคอีสานมาประกอบอาชีพประมง  จับปลาในเขื่อนที่มีทั้งปลาตะเพียน  ปลานิล  ปลาไน  ปลาหมูแดง  ทุกวันจะมีรถมารับซื้อปลาไปขายถึง อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว  นอกจากปลาสด ยังมรการแปรรูปเป็นปลาร้า  ปลาส้ม  วางจำหน่ายอยู่ริมถนนด้วย

การเดินทางและสถานที่ตั้งของ เขื่อนคีรีธาร จันทบุรี


ตั้งอยู่ที่     บ้านสะพานหินบน  ต.บ่อเวฬุ  อ.ขลุง จ.จันทบุรี

การเดินทาง   จาก อ.เมือง ใช้ทางหลวงหมายเลข 317ไปทาง อ.โป่งน้ำร้อนประมาณ 19 กม.  พบสามแยกให้เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 3299 ไปประมาณ 11  กม.  พบปากทางเข้าเขื่อนทางซ้ายมือ  ให้เลี้ยวเข้าไปเล็กน้อย  ถึงบริเวณสันเขื่อนครับผม

วันเสาร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

โอเอซิสซีเวิลด์ ชมการแสดงโลมาสุดน่ารักที่ จันทบุรี

โอเอซิสซีเวิลด์ ชมการแสดงโลมาสุดน่ารักที่ จันทบุรี


เพื่อนๆครับถ้าให้พูดถึงโลมาก็คงงจะนึกถึงโลมาที่อยู่ในทะเลซะเป็นส่วนใหญ่เลยใช่มั้ย แล้วก็ความน่ารักของโลมาที่ทั้งฉลาดและแสนรู้ รู้รึไม่ว่าที่จังหวัดจันทบุรีมีการแสดงโลมาที่น่ารักเหล่านี้อยู่ อยู่ที่ โอเอซิสซีเวิลด์ และก็ยังเป็นการแสดงโลมาแห่งแรกของประเทศไทยอีกด้วยนะครับ ภายในโอเอซิสซีเวิลด์มีการจำลองธรรมชาติเป็นธารน้ำตกและบ่อปลาแฟนซีคาร์ป  ทั้งมีของที่ระลึกและของพื้นบ้าน  เช่น  ตุ๊กตาปลาโลมา  ผลิตภัณฑ์จากเสื่อกกบางสระเก้า ฯลฯ จำหน่าย



ประวัติโดยย่อของ โอเอซิสซีเวิลด์ จันทบุรี


โอเอซิสซีเวิลด์ ในอดีตน่านแถบ จ.จันทบุรี  จ.ระยอง  และ จ.ตราด มีปลาโลมาชุกชุม  โลมามักจะติดอวนของชาวประมงอยู่เนือง ๆเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้โลมาจำนวนไม่น้อยต้องตายไป  ด้วยเหตุนี้นายวิชัย  วัฒนพงษ์  ผู้ริเริ่มโครงการโอเอซิสซีเวิลด์จึงขอซื้อโลมาจากชาวบ้านเพื่อนำมาเลี้ยง  โลมาที่นายวิชัยได้มามีทั้งโลมาหัวขวดและโลมาหัวบาตรหรือโลมาอิรวดี  โดยระยะแรกจะเลี้ยงโลมาในบ่อเลี้ยงกุ้งเพื่อรักษาบาดแผลและอาการป่วย  ต่อมาจึงพัฒนาเป็นแหล่งเลี้ยงโลมาและฝึกฝนเพื่อการแสดง  ซึ่งเป็นแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย

สิ่งที่น่าสนใจของ โอเอซิสซีเวิลด์ จันทบุรี


การแสดงโลมา

เป็นไฮไลต์ของที่ นี่  เปิดแสดงวันละหลายรอบ รอบละ 40 นาที  มีการแสดงความสามารถของโลมาในการรับอาหารจากมือคนเลี้ยงอย่างอ่อนโยน  การปฏิบัติตามคำสั่ง  การกระโดดขึ้นมาเหนือน้ำ  กระโดดตีลังกา  กระโดดลอดห่วง  และการแสดงหนึ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจก็คือ  ผู้ฝึกยืนอยู่บนหลังโลมาสองตัวที่ว่ายวนไปรอบสระ  คล้ายกำลังเล่นเจ็ทสกี  โลมาที่นำมาแสดงเป็นโลมาหัวบาตรหรือโลมาอิรวดี  มีสีเทา  และโลมาหัวขวดหรือโลมาสายพันธุ์อินโดแปซิฟิก มีสีชมพู

นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังสามารถลงไปพายเรือเล่นในบ่อเลี้ยงโลมาที่ใช้เลี้ยงโลมาอายุมากและโลมาที่เลิกแสดงแล้วได้ด้วย

การเดินทางและสถานที่ตั้งของ โอเอซิสซีเวิลด์ จันทบุรี

ที่ตั้ง        ต.ปากน้ำแหลมสิงห์  อ.แหลมสิงห์ จ.จันทบุรี

การเดินทาง   จาก อ.เมืองใช้ทางหลวงหมายเลข 3 ไปทาง อ.ขลุง  จนถึงบริเวณสถานีวิจัยพืชสวนจันทบุรี ให้เลี้ยวเข้าทางหลวงหมายเลข 3149 ไปจนถึงตัว อ.แหลมสิงห์ แล้วเลี้ยวขวาไปตามป้ายบอกทาง ผ่านหน้าที่ว่าการ อ.แหลมสิงห์ไปเล็กน้อย พบสามแยกให้เลี้ยวซ้ายไป 500 ม.  พบอีกสามแยกให้เลี้ยวขวาไปอีก 1 กม. ถึงโอเอซิสซีเวิลด์

วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ตามประวัติศาสตร์ไปกับ ตึกแดง คุกขี้ไก่ ที่จันทบุรี

ตามประวัติศาสตร์ไปกับ ตึกแดง คุกขี้ไก่ ที่จันทบุรี


น้อยคนนักนะครับที่จะรู้ว่าประเทศไทยเรานี้เคยได้เสียดินแดนให้กับฝรั่งเศษไปส่วนหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว เพื่อนๆหลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าไทยเราได้เคยเสียจังหวัดจันทบุรีให้กับฝรั่งเศษมาก่อน ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้มีหลักฐานอันเป็นสิ่งก่อสร้างเกี่ยวกับครั้งที่ฝรั่งเศษเข้ามายึดเมืองจันทบุรี นั่นก็คือ ตึกแดงและคุกขี้ไก่ เป็นสถานที่ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักท่องเที่ยว เพราะเป็นเสมือนสัญลักษณ์หนึ่งของ อ.แหลมสิงห์ และเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญในยุคที่ฝรั่งเศสเข้ายึดครองเมืองจันทบุรี หลังเกิดกรณีพิพาทอินโดจีนหรือเหตุการณ์ ร.ศ. 112

คุกขี้ไก้


สิ่งที่น่าสนใจของ ตึกแดง คุกขี้ไก่ จันทบุรี


คุกขี้ไก่

สร้างขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2436 หรือ ร.ศ. 112 พร้อมกับตึกแดง เป็นป้อมรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสลบเหลี่ยม ก่อด้วยอิฐ กว้าง 4 ม. สูง 10 ม. หลังคาเดิมเป็นเครื่องไม้มุงกระเบื้องทรงพีระมิด มีประตูทางเข้าออกหนึ่งช่อง ด้านบนเป็นช่องระบายลม ปัจจุบันชำรุดหมดสภาพไปแล้ว

ในอดีตรอบป้อมมีน้ำล้อม  และใช้เป็นป้อมปืนและป้อมตรวจการณ์ปากน้ำแหลมสิงห์  ชาวบ้านเรียกว่าป้อมฝรั่งเศส  ต่อมาใช้เป็นที่กักขังนักโทษ  ทั้งทหารญวน  คนจีน  คนในบังคับของฝรั่งเศสรวมทั้งคนไทยด้วย  โดยขังคนไว้ด้านล่าง  ด้านบกเลี้ยงไก่เพื่อให้ถ่ายใส่นักโทษ  คุกนี้เลิกใช้งานเมื่อทหารฝรั่งเศสถอนกำลังออกจากเมืองจันท์เมื่อปี พ.ศ. 2447

ตึกแดง

เป็นอาคารชั้นเดียวก่ออิฐถือปูน กว้าง 7 ม. ยาว 32 ม. ทาสีแดงชาด  ภายในแบ่งเป็น 5 ห้อง มีประตูเปิดถึงกันหมดมีระเบียงสองด้านตามแนวยาวของตัวตึก  สร้างขึ้นในบริเวณที่ตั้งป้อมพิฆาฏปัจจามิตรซึ่งเป็นป้อมปืนเก่าแก่และได้รับการบูรณะในสมัยรัชกาลที่ 3  เพื่อรับศึกญวน ฝรั่งเศสได้รื้ออิฐจากตัวป้อมมาสร้างตึกแดงเพื่อใช้เป็นที่พักนายทหารและกองรักษาการณ์ปากน้ำแหลมสิงห์

ตึกแดงได้รับการบูรณะเมื่อปี พ.ศ. 2527  และใช้เป็นอาคารห้องสมุดและศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนของ  อ.แหลมสิงห์  ต่อมาเลิกใช้และเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม

สถานที่ตั้งและการเดินทางไปตึกแดงและคุกขี้ไก่ จันทบุรี


ตั้งอยู่ที่ ต.ปากน้ำแหลมสิงห์  อ.แหลมสิงห์ จ.จันทบุรี

การเดินทาง   จาก อ.เมืองใช้ทางหลวงหมายเลข 3 ไปทาง อ.ขลุง จนถึงบริเวณสถานวิจัยพืชสวนจันทบุรี ให้เลี้ยวเข้าทางหลวงหมายเลข 3149 ตรงไปจนเกือบสุดถนน คุกขี้ไก่อยู่ทางขวามือก่อนถึงท่าเรือข้ามฟาก จากคุกขี้ไก่ไปอีกประมาณ 200 ม. ตึกแดงอยู่ทางซ้ายมือใกล้กับท่าเรือ

วันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เที่ยวชมพระตำหนักสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีที่ จันทบุรี

เที่ยวชมพระตำหนักสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีที่ จันทบุรี


ที่จันทบุรีมีพระตำหนักแห่งหนึ่งมีชื่อเรียกว่า พระตำหนักเทา แต่ปรจจุบันนี้ได้กลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของจันทบุรี นั่นคือ ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดจันทบุรีเพื่อๆที่มาเที่ยวที่จันทบุรีแล้วลองมาแวะเที่ยวชมที่นี่แล้วจะเจออะไรดีๆครับ ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดจันทบุรี เดิมคือพระตำหนักเทาในวังสวนบ้านแก้ว  อันเป็นที่ประทับของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีนานถึง 21 ปี หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต จากพระตำหนักเทามีทางเดินปูอิฐลดหลั่นเชื่อมไปยังอาคารสองหลังที่อยู่ด้านหลัง  ตามทางประดับด้วยดอกไม้ประดับร่มรื่นสวยงามและเรือนเพาะชำ

ทางมหาวิทยาลัยราชภัฎรำไพพรรณีได้อนุรักษ์พระตำหนักและจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ขึ้นภายในอาคาร เป็นที่รวบรวมสิ่งของต่าง ๆอันประกอบด้วยข้าวของเครื่องใช้ส่วนพระองค์และตัวอย่างลายเสื่อกกที่เคยผลิต นำมาจัดแสดงเพื่อเป็นอนุสรณ์ ต่อมาจึงจัดตั้งเป็นศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดจันทบุรี


ประวัติของพระตำหนักสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีที่ จันทบุรี


สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี บรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 ทรงเลือกจังหวัดจันทบุรีเป็นที่ประทับพักผ่อนพระอิริยาบถหลังเสด็จนิวัติประเทศไทยภายหลังรัชกาลที่ 7 เสด็จสวรรคต เมื่อมีผู้ถวายที่ดินจำนวน 725 ไร่ใน ต.เขาไร่ยา จึงทรงสร้างเป็นวังสวนบ้านแก้วที่มีเรือนไม้สองหลังเรียกว่า เรือนเขียวและเรือนแดง และอีก 3 ปีต่อมาทรงสร้างพระตำหนักเทาเป็นเรือนไม้สักทองหลังใหญ่ พระองค์เสด็จมาประทับที่พระตำหนักเทาครั้งแรกเมื่อ 30 มิ.ย. 2493 ส่วนเรือนเขียวเป็นที่พักของราชเลขานุการและเรือนแดงเป็นที่พักของข้าหลวงที่ติดตาม

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีทรงดำริให้มีการบุกเบิกปลูกข้าว  ถั่วลิสง  และผลไม้ต่าง ๆและทรงริเริ่มตั้งโรงทอเสื่อขึ้นเพื่อปรับปรุงงานพื้นบ้านที่ชาวบ้านทำกันอยู่แล้วให้มีคุณภาพยิ่งขึ้นเพื่อให้สามารถเป็นอาชีพรองได้ ทั้งยังมีการเลี้ยงไก่ เลี้ยงวัว และปลูกไม้ดอกส่งขายตลาด ผลิตผลทั้งหมดจะมีตรา “สบก” ซึ่งย่อมาจากชื่อวังสวนบ้านแก้วติดอยู่

พระองค์ประทัยอยู่ที่พระตำหนักเทาเป็นเวลา 18 ปี จึงเสด็จกลับไปประทับที่วังศุโขทัยที่กรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ. 2511 ต่อมาปี พ.ศ. 2515  ทรงมอบวังสวนบ้านแก้วให้แก่กระทรวงศึกษาธิการเพื่อก่อตั้งวิทยาลัยครูรำไพพรรณี ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็นสถาบันราชภัฏรำไพพรรณี และมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณีดังเช่นปัจจุบัน

สิ่งที่น่าสนใจ ของพระตำหนักสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีที่ จันทบุรี


พระตำหนักเทา  ตั้งอยู่ด้านหลังเรือนเขียว ด้านหน้าพระตำหนักมีพระบรมรูปสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีประทับบนลาดหญ้าเขียวขจี พระตำหนักนี้ได้รับการอนุรักษ์ให้คงสภาพเดิมเหมือนเช่นเคยเป็นที่ประทับ คือเป็นอาคารชั้นครึ่งทาสีเทา

 มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณีจัพระตำหนักเทาให้เป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเกี่ยวกับพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี โดยแบ่งเป็นสองชั้น ชั้นบนเป็นห้องบรรทม มีห้องสรง และข้าวของเครื่องใช้ส่วนพระองค์ เมื่อครั้งที่ทรงใช้ชีวิตเยี่ยงสามัญชนอยู่ ณ ตำหนักแห่งนี้ รวมทั้งหนังสือและลายเสื่อกกที่เคยส่งเสริมให้มีการผลิตภายในวังสวนบ้านแก้ว ถัดจากห้องบรรทมคือโถงขนาดใหญ่ อันเป็นที่พักผ่อนพระอิริยาบถและรับรองแขก

ชั้นล่างจัดแสดงภาพเก่าหายากของเมืองจันทบุรี และโบราณวัตถุที่ขุดพบในเมืองนี้ นอกจากนี้ยังจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้พื้นบ้านซึ่งสะท้อนให้เห็นวิถีชฃีวิตและความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่น

ที่ตั้งและการเดินทาง

อยู่ภายในมหาวิทยาลัยราชภัฎรำไพพรรณี ต. เขาไร่ยา

จากสี่แยกเขาไร่ยาให้ตรงเข้าทางหลวงหมายเลข 316 หรือ ถ.รักศักดิ์ชมูลไปประมาณ 1 กม. พบทางเข้ามหาวิทยาลัยราชภัฎรำไพพรรณีทางซ้าย ให้เลี้ยวเข้าไป ผ่านสนามกอล์ฟไปไม่ไกล จะพบเรือนเขียวซึ่งเป็นอาคารศูยน์วัฒนธรรมฯ

ทำบุญนมัสการหลวงพ่อหยดน้ำ ที่วัดเขาวงกตรุจิรวงศาราม จันทบุรี

ทำบุญนมัสการหลวงพ่อหยดน้ำ ที่วัดเขาวงกตรุจิรวงศาราม จันทบุรี


ผมจะพาเพื่อนๆไปรู้จักกลับวัดอีกแห่งหนึ่งของจันทบุรี ซึ่งที่นี่มีความน่าสนใจไม่น้อยไปกว่าที่เลยครับ ที่นี่คือ วัดเขาวงกตรุจิรวงศาราม มาทำความรู้จักกับวัดแห่งนี้กันเลยครับ วัดเขาวงกตรุจิรวงศาราม เป็นวัดเล็ก ๆทางตอนใต้ของวัดเขาวง ด้านหลังวัดมีโพรงถ้ำตื้น ๆซึ่งมีปรากฎการณ์ธรรมชาติที่น่าสนใจ  คือ หินงอกจากพื้นลักษณะคล้ายเทวรูป ชาวบ้านเรียกว่าหลวงพ่อน้ำหยด บรรยากาศภายในวัดร่มรื่น  ตกแต่งด้วยสวนไม้ดอก ตามหน้าผามีต้นไม้ที่ขึ้นอยู่อย่างดาษดื่นทิ้งรากลงมายังด้านล่าง เป็นที่อยู่อาศัยของฝูงลิง

ความน่าสนใจของวัดเขาวงกตรุจิรวงศาราม จันทบุรี


หลวงพ่อหยดน้ำ เป็นหินงอกบริเวณโพรงถ้ำตื้น ๆด้านบนมีน้ำหยดลงมาตลอดเวลา  หินจึงงอกเพิ่มขนาดขึ้นเรื่อย ๆส่วนบนของหินงอกนี้ลักษณะคล้ายเทวรูป  สูงราว 1 ศอกเศษ ทางวัดได้ทำการปิดทองและตั้งกระถางธูปเทียนให้ญาติโยมได้กราบไหว้

เจ้าอาวาสเล่าว่า ประมาณปี พ.ศ. 2501 เมื่อมาจำพรรษาที่วัดก็พบหินหลวงพ่อน้ำหยดผุดขึ้นจากพื้นถ้ำ มีขนาดเศียรสูงเพียง 1 คืบ ช่วงเวลา 40 ปีที่ผ่านมา หินหลวงพ่อมีขนาดใหญ่และสูงขึ้นเรื่อย ๆจนปัจจุบันสูงกว่า 1 ศอก ชาวบ้านเขาวงกตถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของหมู่บ้าน เมื่อข่าวสะพัดออกไปก็มีคนเดินทางมากราบไหว้หลวงพ่อน้ำหยดเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงตรุษจีน

การเดินทางไปที่ วัดเขาวงกตรุจิรวงศาราม จันทบุรี


ที่ตั้ง บ้านเขาวงกต  ต.เขาวงกต  อ.แก่งหางแมว จ.จันทบรี

จากตัวเมืองจันทบุรีใช้ทางหลวงหมายเลข 3ไปทาง อ.นายายอาม แล้วเลี้ยวขวาที่ตลาดนายายอามเข้าทางหลวงหมายเลข 3406 ผ่านสวนยางและสวนผลไม้ไปประมาณ 12 กม. วัดอยู่ทางซ้ายมือครับ